ไปเที่ยวมา

วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2553

แอปเปิ้ลไซเดอร์ สูตรลับความสวยของคนรักสุขภาพ

พูดถึง "แอปเปิ้ล" หรือ "ราชาแห่งผลไม้" เป็นได้เรียกความสนใจจากสาวๆ กันได้ถ้วนหน้า ด้วยสรรพคุณมากมาย ทั้งให้วิตามินชนิดต่างๆ บำรุงผิวพรรณให้สดใสชุ่มชื่น และคุณสมบัติสำคัญที่สุด นั่นก็คือ การลดความอยากอาหาร แล้วยังช่วยเรื่องระบบของการย่อยอาหารได้ดีเยี่ยม นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เหล่าบรรดาผู้ผลิตอาหารเพื่อสุขภาพนำแอปเปิ้ลมา เป็นหนึ่งในส่วนผสมหลักตัวชูโรงช่วยรักษาสุขภาพ ซึ่งได้ผลดีและมีคุณค่าอย่างน่าอัศจรรย์ใจ บรรดาอาหารสุขภาพที่น่าสนใจ ก็คือ "แอปเปิ้ลไซเดอร์" หรือ ที่เราเรียกกันว่า น้ำส้มสายชูหมัก ที่เกิดจากการหมักแอปเปิ้ลสด ซึ่งปลูกโดยไม่มีการใช้สารเคมีเจือปนนำมาบด และปล่อยให้เกิดการหมักตัวในถังไม้ที่มีคุณภาพดี พอถึงอายุเหมาะสม น้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิล จะประกอบไปด้วยเส้นใยบางๆ ที่เรียกว่า มาเธอร์ (Mother) เห็นได้ชัดเมื่อยกขึ้นส่องกับแสง ... เส้นใยบางๆ ที่มีมาเธอร์อยู่ในแอปเปิ้ลไซเดอร์ คือส่วนที่มีสารอาหารมากที่สุด และดีต่อระบบย่อยอาหารอย่างมาก การผ่านความร้อนจะทำลายมาเธอร์ที่มีอยู่ในน้ำส้มสายชูหมัก สิ่งนี้จึงทำให้น้ำส้มสายชูหมักแอปเปิ้ลนี้แตกต่างจากน้ำส้มสายชูทั่วไปใน ท้องตลาดที่ผ่านการกลั่นกรอง... ประโยชน์ของน้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิ้ล อุดมด้วยแร่ธาตุอาหารต่างๆ เช่น โพแทสเซียม ซึ่งเป็นสารอาหารที่สำคัญของเซลล์ในร่างกาย ช่วยให้เซลล์มีความแข็งแรง และเป็นส่วนที่ช่วยให้เส้นเลือดแดงของมนุษย์มีความยืดหยุ่นได้ดี เบต้าแคโรทีน พบในแอปเปิ้ลไซเดอร์สามารถย่อยและดูดซึมสารอาหารได้ง่าย ผลการวิจัยพบว่า การบริโภคอาหารที่มีเบต้าแคโรทีนสม่ำเสมอจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรค มะเร็ง กรดอะซิติก สำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก กรดนี้สารมารถดึงไขมันออกจากเซลล์ไปใช้เพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานต่อไปได้ นอกจากนี้ยังมี ไฟเบอร์ ช่วยในการดึงคอเลสเตอรอลออกจากร่างกายได้เป็นอย่างดี และวิตามินต่างๆ อาทิ ซี บี1 บี2 และ เอ ด้วยความเป็นผลิตภัณฑ์ที่หาซื้อได้ง่ายตามซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ อาทิ ดิ เอ็มโพเรี่ยม, ฟู้ดแลนด์, โกลเด้น เพลซ และวิลล่า ซูเปอร์มาร์เก็ตนั่นเอง จึงทำให้เป็นที่นิยมของผู้รักสุขภาพ สาวๆ ผู้รักสุขภาพความงามสามารถนำน้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิ้ลมาใช้ได้สารพัด ประโยชน์ เช่น ผสมเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ทำน้ำสลัด ปรุงอาหาร หรือ ใช้ทาผิวก็ได้ด้วย อีกหนึ่งสูตร น้ำแอปเปิ้ลไซเดอร์ปั่น ซึ่งทำได้ง่ายมาก ส่วนผสมก็มีแอปเปิ้ลแดงหั่นเป็นชิ้น 1 ถ้วย น้ำแอปเปิ้ล ? ถ้วย แอปเปิ้ลไซเดอร์วีนีก้า 2-3 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง 1-2 ช้อนโต๊ะ หรือสารให้ความหวาน 1 ซอง น้ำแข็งเล็กน้อย ปั่นส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันจนละเอียด แก้วนี้อุดมไปด้วยโพแทสเซียม และไฟเบอร์ สำหรับสาวๆ และคนทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำคงจะตื่นตาตื่นใจไม่น้อยกับความเปลี่ยนแปลงรูป แบบใหม่ของอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ซึ่งง่ายและสะดวกในการเลือกรับประทานขึ้นด้วย


ปลูกผักในอากาศ เทคโนโลยีการปลูกพืชไร้ดิน

จริง ๆ แล้วการปลูกผักแบบไฮโดรโพนิกส์ (hydropoincs) หรือการปลูกพืชในน้ำ หนือน้ำยาเป็นลักษณะหนึ่งของการปลูกพืชแบบไร้ดิน (Soilless Culture) แต่ที่ไร่วโนทยาน เรียกการปลูกผักทั้ง 2 ลักษณะแยกกัน เป็น 2 ประเภท คือ ถ้าปลูกในน้ำยาเรียก ไฮโดรโพนิคส์ และเรียกการปลูกผักในวัสดุปลูกอื่น ๆ ที่ไม่ใช้ดินว่า "ซอยเลส" (Soilless) ดร. นภดล เรียบเลิศหิรัญ ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เขียนไว้ในหนังสือเรียน "การปลูกพืชไร้ดิน" เมื่อปี พ.ศ. 2538 โดยกล่าวถึงประวัติความเป็นมาของการปลูกแบบไร้ดินว่าเริ่มครั้งแรกที่ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2479 ผู้เริ่มคือ ดร. เกอริก ได้ทดสอบการปลูกมะเขือเทศในน้ำยาผสมธาตุอาหาร ตามสูตรที่เขาดัดแปลงขึ้นและประสบความสำเร็จ เนื่องจากต้นมะเขือเทศเจริญเติบโตดีมาก จนกระทั่งออกดอก และติดผลที่มีขนาดรับประทานได้ผลงานของดร.เกอริก ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่ง ดร. เกอริก เรียกการปลูกพืชในลักษณะนี้ว่า "hydropoincs" ซึ่งเป็นคำภาษากรีกมาจากคำว่า "hydro" ซึ่งแปลว่า "น้ำ" และ "ponics" แปลว่า "การทำงาน" รวมกันเป็น "hydroponics" แปลว่า "การทำงานของน้ำ" แต่ในเว็บไซต์ของ biocontrols.com บอกว่า ผู้ที่พัฒนาระบบการปลูกพืชแบบ hydroponics รายแรกคือ Dr.Hoagland และ D.L Amon แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เช่นเดียวกัน แต่ดำเนินการเมื่อปี 1938 หรือ ปี 2481 ถ้าดูระยะเวลาก็ต้องบอกว่ามาทีหลัง ดร. เกอริก ใครจะเป็นรายแรก รายหลังก็ไม่เป็นไร เพราะทั้งคู่อยู่ที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน คือ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย มาดูประเทศไทยดีกว่า ดร. นภด เรียบเลิศหิรัญ กล่าวไว้ในหนังสือ "การปลูกพืชไร้ดิน" ของท่านว่า สำหรับประเทศไทย การปลูกพืชแบบไร้ดิน เริ่มมาจากการทดลองของสถาบันการศึกษาต่าง ๆ เสียมากกว่า มีผู้ริเริ่มปลูกเป็นการค้าจริงๆ ที่ตำบลนาดี อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อปี พ.ศ. 2526 โดยชาวไต้หวันเป็นผู้นำเทคโนโลยีนี้เข้ามาแนะนำ โดยเริ่มด้วยการเน้นปลูกผักที่ราคาแพง ปลูกโดยไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชจัดเป็นผักอนามัยปลอดภัยจากสารพิษที่แท้ จริงและเจ้าของสวนให้ชื่อว่า "ผักลอยฟ้า" หลังจากนั้นเทคโนโลยีนี้จึงได้ขยายผลไปยังผู้ประกอบการรายอื่น ๆ แต่ก็นับว่าได้ใช้เวลาเกือบ 10 ปี กว่าเทคโนโลยีจะแพร่หลาย คุณสุภาพร รัตนะรัต นักวิทยาศาสตร์ กองเกษตรเคมี (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นสำนักวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร) กรมวิชาการเกษตร เขียนไว้ในหนังสือ "หลักและวิธีการผลิตผักอนามัย" ของกรมวิชาการเกษตร เมื่อปี พ.ศ. 2544 เรื่อง "การปลูกพืชไร้ดิน : การปลูกผักอนามัยในสารละลายธาตุอาหาร" ว่า การปลูกผักโดยไม่ใช้ดิน หรือ Soilless culture เป็นการปลูกผักโดยให้รากอยู่ในวัสดุปลูกที่ไม่ใช่ดิน ได้แก่ การปลูกให้รากแช่อยู่ในน้ำ (water culture หรือ hydroponics) ปลูกให้รากอยู่ในอากาศ (aeroponics) และปลูกให้รากอยู่ในวัสดุปลูกอื่น ๆ (substrate culture) ได้แก่ วัสดุอินทรีย์ เช่น ขุยมะพร้าว ขี้เถ้าแกลบ ขี้เลื่อย วัสดุผสมต่าง ๆ และวัสดุอนินทรีย์ เช่น ทราย กรวด ฟองน้ำ ใยหิน (rock wool) เพอไลท์ (perlite) และเวอร์มิคูไลท์ (vermiculite) เป็นต้น ซึ่งการปลูกในวัสดุปลูกที่ไม่ใช่ดินเหล่านี้ ต้องให้สารละลายธาตุอาหารแก่พืชอย่างพอเหมาะและต่อเนื่อง จึงจะทำให้พืชเจริญเติบโต การปลูกผักในลักษณะนี้ ถือเป็นการปลูกพืชแบบไร้ดิน (Soilless culture) อีกวิธีหนึ่ง ดร. นภดล เรียบเลิศหิรัญ บอกว่าประโยชน์ของการปลูกพืชแบบไร้ดิน มีหลายประการ คือ - ใช้ทดแทนการปลูกพืชในดินที่มีปัญหา เช่น ดินเค็ม ดินกรวด และดินด่าง - ประหยัดพื้นทีที่จะใช้ปลูก เพราะระบบไร้ดินปลูกพืชได้หนาแน่นกว่าปลูกในดิน - ประหยัดค่าใช้จ่ายในการปลูก และบำรุงรักษาพืช เพราะธาตุอาหารและน้ำอยู่ในระบบที่หมุนเวียนได้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการกำจัด วัชพืช - อายุการเก็บเกี่ยวสั้นกว่าการปลูกในดิน - สามารถควบคุมโรคและแมลงได้สะดวกกว่าการปลูกในดิน เนื่องจากใช้พื้นที่ปลูกขนาดเล็กกว่า - ใช้ปลูกบำรุงรักษาพืชให้อยู่รอดมากขึ้น โดยเฉพาะพืชจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ - เหมาะสำหรับการปลูกพืชในเมืองใหญ่ หรือเมืองอุตสาหกรรมที่มีพื้นที่ดินสำหรับปลูกพืชน้อย หรือบนตึกสูง เช่น คอมโดมีเนียม โรงแรม โรงพยาบาล เป็นต้น - ใช้ปลูกพืชในยานอวกาศได้ ปัญหาของการปลูกพืชแบบไร้ดินก็มีอยู่บ้างเช่นกันคือ ต้องลงทุนสูงกว่าการปลูกพืชในดินทั่ว ๆ ไป ผู้ปลูกต้องทราบ เทคนิค หรือเทคโนโลยีพอสมควร ที่สำคัญคือถ้าจะปลูกเป็นการค้า ต้องเลือกปลูกพืชที่มีราคาและมีตลาดรองรับ จึงจะประสบความสำเร็จ ไร้ดินแบบไฮโดรโพนิคส์ ดังที่กล่าวแล้วว่า การปลูกพืชในระบบไฮโดรโพนิคส์เข้ามาสู่ประเทศไทยเมื่อประมาณ 10 ปีมาแล้ว โดยชาวไต้หวัน นำเข้ามาแนะนำให้ผู้ประกอบการคนไทยทำเป็นการค้าที่เรียกว่า "ผักลอยฟ้า" ไฮโดรโพนิคส์ เข้ามามีบทบาทเพื่อแก้ปัญหาของการปลูกพืชในดิน ซึ่งมีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและวัชพืช รวมทั้งเชื้อโรคพืชที่อาศัยอยู่ในดิน ทำให้เกิดสารพิษตกค้างในผลผลิตเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคและตัวเกษตรกรผู้ปลูก นอกจากนี้การปลูกพืชในดินยังต้องใช้น้ำมาก ถ้าปราศจากแหล่งน้ำก็ก่อให้เกิดปัญหาในการเพาะปลูกอีกการปลูกพืชในดินต้องมี การเตรียมดิน ปรับสภาพดิน และต้องใช้ปุ๋ยเคมีสูตรต่าง ๆ ตามอายุพืช "ไฮโดรโพนิคส์" จึงเป็นระบบการปลูกพืชที่เข้ามาแก้ปัญหาดังกล่าว แต่ทั้งนี้ไฮโดรโพนิคส์ก็เหมาะสมสำหรับพืชบางชนิดเท่านั้น ไฮโดรโพนิคส์ เป็นการปลูกพืชไร้ดิน ในรูปแบบของการปลูกพืชให้รากพืชแช่อยู่ในน้ำ หรือสารละลายธาตุอาหารพืช ซึ่งคุณสุภาพร รัตนะรัต บอกว่า การปลูกพืชในสารละลายธาตุอาหารพืชมีหลายวิธี แต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน วิธีที่ง่ายและสะดวก เป็นที่นิยมกันมี 2 วิธี คือ - การปลูกพืชในสารละลายแบบไม่ไหลเวียน เป็นการปลูกแบบให้รากแช่อยู่ในสารละลายธาตุอาหารที่มีเครื่องพ่นอากาศ เป่าอากาศลงในสารละลายนั้น การปลูกในระบบนี้เป็นวิธีที่ทำได้ง่ายมาก เหมาะสำหรับปลูกในครัวเรือน เป็นงานอดิเรก หรือเป็นงานทดลองภาชนะที่ปลูกอาจจะเป็นภาชนะเดี่ยวหรือเป็นกระบะรวม การปลูกในภาชนะเดี่ยวมีข้อดี คือ ไม่ต้องเสี่ยงกับความเสียหายทั้งหมด ในกรณีที่มีโรคติดมากับรากพืชที่ปลูก ความเสียหายจะเกิดเฉพาะต้นที่เป็นโรคเท่านั้นและการเคลื่อนย้ายภาชนะปลูก สามารถทำได้ง่าย แต่มีข้อเสียคือ อาจต้องสิ้นเปลืองแรงงานมากกว่า - การปลูกในสารละลายแบบไหลเวียน (Nutrient Flow Tecnnique หรือ NFT) เป็นวิธีให้รากแช่อยู่ในสารละลายที่ไหลเวียนภายในภาชนะปลูกรวม โดยใช้ปั๊มทำการผลักดันให้สารละลายเกิดการไหลเวียน มี 2 แบบ คือ แบบสารละลายไหลผ่านรากพืชเป็นแผ่นฟิล์มบาง ๆ ตามความลาดชันของรางปลูก (Nutrient Flow Tecnnique) และระบบสารละลายไหลผ่านรากพืชอย่างต่อเนื่อง (Natrient Flow Tecnnique) การปลูกในระบบนี้ สารละลายธาตุอาหารที่ไหลผ่านรากพืชจะไหลลงสู่ถังภาชนะบรรจุ แล้วถูกสูบด้วยปั้มน้ำขึ้นมาให้พืชได้ใช้ใหม่ โดยวิธีนี้จะสามารถใช้ประโยชน์จากสารละลายธาตุอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ การนำสารละลายธาตุอาหารกลับมาใช้ใหม่ จึงเป็นวิธีที่ประหยัด และไม่เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม จากสารละลายเหลือใช้ แต่ข้อเสียของระบบนี้คือ ถ้าเกิดโรคที่ติดมากับรากพืช จะทำให้แพร่กระจายได้มากและรวดเร็ว จากการที่รากแช้อยู่ในสารละลายเดียวกัน ซึ่งยากที่จะกำจัด หรือรักษาให้หายได้ การแพร่ระบาดของโรคอย่างรุนแรงทำความเสียหายแก่พืชที่ปลูกไว้ทั้งหมด การปลูกพืชในระบบไฮโดรโพนิคส์ โดยเฉพาะพืชผักจะต้องปลูกในโรงเรือนมุ้งตาข่าย ภาชนะปลูกส่วนใหญ่จะเป็นกระบะ สำหรับใส่น้ำสารละลายธาตุอาหารพืช มีแผ่นโฟมปิดบนกระบะแผ่นโฟมจะเจาะเป็นช่อง ๆ สำหรับวางต้นกล้าให้รากลงไปแช่ในสารละลาย ปัจจุบันมีการพัฒนาภาชนะปลูกให้ทันสมัยขึ้น ประหยัดเนื้อที่และประหยัดน้ำมากขึ้น โดยการทำเป็นรางน้ำแทนกระบะนอกจากนี้ยังต้องมีเครื่องปั๊มอากาศ สำหรับปั๊มอากาศเข้าไปในภสชนะปลูกพืชให้ออกซิเจนแก่รากพืช เพื่อพืชใช้ในการดูดซึมอาหาร สำหรับธาตุอาหารที่พืชต้องการในการเจริญเติบโต มี 16 ชนิด ได้แก่ คาร์บอน ออกซิเจน ไฮโดรเจน ไนโตรเจน แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โปตัสเซียม กำมะถัน เหล็ก ทองแดง แมงกานีส โมลิบดินัม สังกะสี คลอรีน และโบรอน นอกจากนี้อาจจะมีธาตุอาหารอื่นๆ บ้าง เช่น อะลูเนียม แกลเลียม ซิลิกอน ไอโดดีน ซีลีเนียม และโซเดียม แต่จากการวิเคราะห์พบว่า ธาตุอาหารที่พืชต้องการมากคือ คาร์บอน และออกซิเจน ทั้ง 2 ชนิดรวมกันประมาณ 90% ของธาตุอาหารพืชทั้งหมด ที่เหลือเป็นไฮโดรเจน ไนโตรเจน และอื่น ๆ

ทำไมคนเราจึงหาว?

“ทำไมคนเราจึงหาว” มีหลายทฤษฎีที่พยายามอธิบายว่าทำไมคนเราจึงหาว แต่ส่วนใหญ่เชื่อกันว่า การหาวเป็นปฏิกิริยาตอบสนองทางร่างกายที่สั่งการโดยสมอง อาจเนื่องมาจากร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอในขณะนั้น จึงเกิดอาการหาวขึ้นเพื่อปรับตัว การหาว เป็นการหายใจลึกๆ เพื่อนำออกซิเจนเข้าไปในร่างกายให้มากขึ้น ร่างกายของเราจะต้องการออกซิเจนมากขึ้นเมื่อเรารู้สึกง่วงหรือเหนื่อย สมองของเราจะสั่งให้หาวเพื่อที่จะได้สูดอากาศบริสุทธิ์ที่มีออกซิเจนเข้าไปได้อย่างเต็มที่ การหาวยังเป็นการเพิ่มระดับการตื่นตัว โดยเฉพาะเวลาที่มีความเครียดหรือความกดดัน ซึ่งทำให้อธิบายได้ว่า เหตุใดนักกีฬาที่กำลังจะลงแข่งขัน หรือนักเรียนที่กำลังจะเข้าห้องสอบจึงหาว หากไม่อยากหาวบ่อยๆ ควรหาเวลาพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เคร่งเครียด หลีกเลี่ยงจากมลพิษ และอยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก อาการหาวก็จะค่อยๆ ลดลง แต่หากทำแล้วยังไม่ได้ผล ยังหาวอยู่บ่อยๆ ไม่ต่ำกว่าวันละ 30 ครั้ง แนะนำให้ไปพบแพทย์ตรวจร่างกาย เพราะการหาวบ่อยๆ เป็นสัญญาณเตือนว่าอาจมีปัญหาเกี่ยวกับการนอนหรือระบบทางเดินหายใจ “ทำไมเราจึงหาวตามกัน” กิริยาอาการบางอย่างของคนเราสามารถเกิดขึ้นตามๆ กันได้ เช่น เมื่อคนหนึ่งหัวเราะขึ้นมา คนอื่นก็อยากหัวเราะบ้าง อาการหาวก็เช่นกัน เมื่อคนหนึ่งอ้าปากหาว น่าแปลกที่คนอื่นมักจะหาวตาม สัตว์มีกระดูกสันหลังส่วนใหญ่ เช่น แมว สุนัข ก็หาวได้เช่นกัน โดยเป็นการหาวตามสัญชาตญาณ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิกิริยาตอบสนองที่เกิดจากวิวัฒนาการที่ถ่ายทอดสืบกันมา แต่สำหรับคน ชิมแปนซี และลิงกัง จะมีอาการหาวตามกันเมื่อเห็นหรือคิดว่าคนอื่นหรือสัตว์ตัวอื่นหาว นักวิทยาศาสตร์หลายคนเคยสงสัยเช่นกันว่า ทำไมการหาวจึงเป็นอาการที่ติดต่อถึงกันได้ ซึ่งจากการศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า การหาวตามกันอาจมาจากความต้องการในการแสดงอารมณ์ร่วมกับผู้อื่น ดร.อาสึชิ เซนจุ จากวิทยาลัยเบิร์กเบ็ก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยลอนดอน และนักวิจัยจากญี่ปุ่น ร่วมกันศึกษาอาการหาวตามกันในกลุ่มเด็กธรรมดาและเด็กออทิสติก และพบว่าเด็กออทิสติกจะไม่หาวตามกัน รายงานการศึกษาเรื่องนี้ตีพิมพ์ลงในวารสาร Biology Letters ดร.เซนจุ กล่าวว่า นี่เป็นการศึกษาชิ้นแรกที่แสดงให้เห็นว่า การหาวตามกันไม่เกิดกับเด็กออทิสติก หรืออีกนัยหนึ่งคือ ความผิดปกติของพัฒนาการทางสมองอาจเป็นการสกัดกั้นอาการหาวตามคนอื่น ทั้งนี้ ออทิสซึ่มเป็นความผิดปกติของพัฒนาการทางสมอง ซึ่งทำให้เด็กไม่สามารถมีความผูกพันทางอารมณ์กับผู้อื่น การศึกษาที่พบว่าเด็กออทิสติกหาวตามสัญชาตญาณ แต่ไม่หาวตามคนอื่น จึงบ่งชี้ได้ว่าการหาวตามกันอาจมีสาเหตุมาจากความต้องการแสดงอารมณ์ร่วม “ความเชื่อเกี่ยวกับการหาว” ฝรั่งในสมัยโบราณเชื่อว่า การหาวทำให้วิญญาณออกจากร่าง ดังนั้นเวลาหาวจึงต้องเอามือปิดปากไว้ เพื่อไม่ให้วิญญาณหนีไป ที่มาของความเชื่อนี้ก็เนื่องมาจากในสมัยก่อนเด็กเกิดใหม่มักจะเสียชีวิต เพราะวิทยาการทางการแพทย์ยังไม่เจริญก้าวหน้าเช่นปัจจุบัน เมื่อสังเกตเห็นเด็กหาวทันทีที่เกิด จึงเข้าใจว่าการหาวทำให้เสียชีวิต ซึ่งอันที่จริงสามารถอธิบายทางวิทยาศาสตร์ได้ว่าเป็นปฏิกิริยาธรรมชาติที่เด็กจะสูดเอาออกซิเจนเข้าปอด ในสมัยนั้นจึงมีคำแนะนำให้แม่นั่งเฝ้าลูกน้อยเป็นพิเศษในช่วงเดือนแรกๆ หลังคลอด เพื่อคอยปิดปากลูกเวลาหาว เพราะเด็กยังปิดปากตัวเองไม่ได้ ความเชื่อดังกล่าวจึงกลายมาเป็นมารยาทในการหาวจนถึงปัจจุบัน มารยาทอีกอย่างหนึ่งของการหาวที่อาจพบเห็นได้ ก็คือ การหันหน้าไปทางอื่น หรือแม้แต่การกล่าวคำขอโทษออกมาหลังจากหาว ที่มาของเรื่องนี้ก็คือ เมื่อคนสมัยโบราณสังเกตเห็นว่าเมื่อคนหนึ่งหาว คนที่อยู่ใกล้ๆ ก็มักจะหาวตามกัน ดังนั้นหากการหาวเป็นอันตรายต่อผู้หาว อันตรายนี้ย่อมติดไปถึงผู้อื่นด้วย เวลาหาวจึงหันหน้าหนีเพื่อไม่ให้คนอื่นเห็น ส่วนการขอโทษก็เป็นเสมือนการแสดงความเป็นมิตรกับยมทูตที่จะมาพรากวิญญาณไปนั่นเอง

น้ำ...เพื่อสุขภาพคุณผู้หญิง

หลายคนอาจจะนึกไม่ถึงว่า น้ำสำคัญกับชีวิตเรามากมายเพียงใด ทั้งที่จริงๆ แล้วน้ำ คือองค์ประกอบสำคัญที่ให้ร่างกายของเราทำงานได้อย่างปกติและราบรื่น อาจกล่าวได้ว่า ‘น้ำคือชีวิต’ เพราะน้ำเป็นองค์ประกอบของน้ำหนักตัวของคนเราถึง 75-85 % จะมีน้ำอยู่ในทุกๆ เซลล์ที่ประกอบขึ้นเป็นอวัยวะในร่างกาย รวมถึงของเหลวหลากหลายชนิดที่บรรจุอยู่ในอวัยวะต่างๆ หรือหล่ออยู่รอบๆ บางอวัยวะ เพื่อให้การทำงานได้อย่างปกติ ที่สำคัญคือจะมีปริมาณเลือดในระบบไหลเวียนถึง 5 ลิตร และน้ำไขสันหลังในระบบ สมองและไขสันหลัง เพื่อให้ระบบประสาททั้งหมดทำงานอย่างสัมพันธ์กัน เป็นผลให้การทำงานของทุกระบบในร่างกายทำงานอย่างประสานกันได้อย่างเหมาะเจาะและกลมกลืน เราจึงสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้
ดื่มน้ำน้อย ... น่ากลัวกว่าที่คิด คนเราอดอาหารได้นานนับเดือน แต่อดน้ำได้ไม่เกิน 3-7 วันค่ะ หน่วยกู้ชีพจึงพยายามเร่งค้นหาพวกที่ติดอยู่ใต้ซากตึกถล่มซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากแผ่นดินไหวให้เร็วที่สุด เพราะหากเลย 1 สัปดาห์ไปแล้วความหวังก็จะเลือนรางเต็มทีค่ะ แต่ไม่น่าเชื่อนะคะว่า ผู้หญิงยุคใหม่ที่มีกิจกรรมและภาระมากมายทั้งทำงาน เรียนต่อ ดูแลครอบครัว งานสังคม งานเลี้ยงสังสรรค์ และอีกจิปาถะจนทำให้ไม่มีเวลาพอที่จะดูแลตัวเองในขั้นพื้นฐานคือ ลืมดื่มน้ำให้พอเพียงในแต่ละวัน ร่างกายของหญิงยุคใหม่จึงขาดน้ำอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก อาการน่าเป็นห่วง ... ถ้าร่างกายขาดน้ำ เลือดที่ข้นหรือหนืดขึ้นจะทำให้เกิดอาการสมองมึนงง ไม่สดชื่น รู้สึกเหมือนจะวูบ คิดอะไรได้ช้าลง และเหนื่อยง่ายขึ้นเพราะหัวใจต้องทำงานหนักขึ้น และถ้ามีระดับคอเรสเตอรอลหรือไขมันในเลือดสูงด้วยแล้ว ก็อาจเกิดเส้นเลือดอุดตันกะทันหันได้ง่ายขึ้นค่ะ ที่พบได้บ่อยในผู้หญิงคือ กระเพาะปัสสาวะอักเสบเฉียบพลัน ปวดปัสสาวะบ่อย แต่ถ่ายออกมาในปริมาณน้อยๆ ในแต่ละครั้ง ปวดท้องน้อยรุนแรง ถ้าเป็นรุนแรงก็จะถ่ายออกมาเป็นเลือดสดหรือลิ่มเล็กๆ และต้องนั่งจ่อโถส้วมตลอดเวลา ซึ่งจะทรมานมากๆ และถ้าการอักเสบอาจลุกลามขึ้นไปที่ไตจะเกิดอาการกรวยไตอักเสบเฉียบพลัน มีไข้สูงมาก หนาวสั่น ปวดบั้นเอว และหากรักษาไม่ถูกต้องหรือเป็นเรื้อรัง ก็จะเป็นโรคไตวายได้ในที่สุดค่ะ ส่วนนิ่วในไตนั้นเกิดจากการดื่มน้ำน้อยร่วมกับการจับกันของตะกอนแคลเซียม ในคนที่ กินแต่ผักที่มีแคลเซียมสูงแต่กินโปรตีนไม่เพียงพอ ทำให้ขาดฟอสเฟตที่จะจับกับแคลเซียมในเลือดค่ะ นอกจากนั้นทุกๆ อวัยวะตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ก็จะได้รับผลกระทบจากการขาดน้ำทั้งสิ้น ผม ตา ปาก และผิวแห้ง มีกลิ่นตัว กลิ่นปาก ตกขาวมีกลิ่นถ้ากินอาหารกลิ่นแรง เช่น สะตอหรือชะอม เป็นตะคริวง่าย กล้ามเนื้ออ่อนแรง และอื่นๆ อีกมากมาย เปรียบต้นไม้เฉาเพราะขาดน้ำ นั่นเองค่ะ ที่ไม่น่าเชื่อคือ จะเป็นเหตุให้สารก่อมะเร็งที่เกิดจากอาหาร และสารทุกข์จากความเครียดปฏิบัติการในร่างกายอย่างเข้มข้นและยาวนานก่อนที่จะถูกขับออกไปค่ะ คงเดากันออกแล้วนะคะว่า ถ้าดื่มน้ำน้อยต่อเนื่องนานๆ สุขภาพที่ปลายทางจะเป็นอย่างไร น้ำ ... มากไปก็เป็นเรื่อง มีข้อมูลมากมายในอินเตอร์เน็ตที่เชิญชวนให้ดื่มน้ำกันมากๆ จนกระเพาะปัสสาวะคราก หรือหมดสภาพ เพราะต้องทำงานอย่างหนัก ยิ่งถ้าดื่มไม่ถูกจังหวะกับการถ่ายออก เมื่อกระเพาะปัสสาวะเต็มก็จะเกิดอาการกระเพาะปัสสาวะหมดแรงที่จะอุ้มน้ำปัสสาวะ ทำให้ถ่าย ออกได้ช้าๆ และออกไม่หมด มีเหลือค้าง พอออกจากห้องน้ำไม่นานก็จะปวดอีก เพราะ กระเพาะปัสสาวะมีแรงกลับมา ก็ต้องเคลียร์ที่ค้างอยู่ออกให้หมด เพราะเดี๋ยวของใหม่ที่ดื่มเข้าไปก็จะตามกันมาอีก ดูๆ ก็น่าเห็นใจกระเพาะปัสสาวะนะคะ โดยเฉพาะถ้าดื่มน้ำแก้วโตแล้วเข้า นอน แถมยังไม่ถ่ายของเก่าออกก่อนเข้านอนเสียอีก ก็คงถูกกระเพาะปัสสาวะปลุกกลางดึกคืนละหลายเที่ยว จนเป็นโรคนอนไม่อิ่ม และโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบตามมาแน่นอนค่ะ ถ้ายังดื่มน้ำมากๆ ต่อเนื่องนานๆ ก็จะกลายเป็นโรคช้ำรั่ว หรือกระเพาะปัสสาวะเป็นโรคประสาท ไม่รู้ ว่าปวดจริงหรือไม่จริงและอยากเข้าห้องน้ำตลอดเวลา หรือเกิดอาการถอดไม่ทันแล้วเปียก ทำให้ ขายหน้าและเกิดอาการกังวลเวลาออกไปนอกบ้าน ต้องส่ายตาหาห้องน้ำอยู่ตลอดเวลา แล้วยิ่ง ผู้หญิงจะปล่อยทุกข์ที่ก็ต้องเป็นที่เป็นทาง ดูเป็นเรื่องน่าทรมานของผู้หญิงจังค่ะ สูตรดื่มน้ำพอเพียง
สุขภาพของคนเราจะดีขึ้นด้วยวิธีง่ายๆ คือการดื่มน้ำให้พอเพียงในแต่ละวันค่ะ ‘ฉลาดดื่ม’ ด้วยสูตรสำเร็จง่ายๆ ดังนี้ค่ะ
1.ปริมาณที่ควรดื่มในแต่ละวัน มีสูตรคำนวณดังนี้ น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม หารด้วย 2 คูณด้วย 2.2 แล้วคูณด้วย 30 เช่น น้ำหนัก 55 กก. เท่ากับ 55/2 x 2.2 x 30 = 1815 ซีซี แต่ไม่ถึงขั้นต้องตวงดื่มกันนะคะ แค่เป็นตัวเลขคร่าวๆ ให้ใสใจที่จะดื่มให้พอเหมาะกับร่างกายของแต่ละคนเท่านั้นค่ะ 2.วิธีการดื่ม ส่วนใหญ่ที่ดื่มกันไม่พอ แม้จะทราบแล้วว่าจะต้องดื่มกันมากน้อยแค่ไหนแล้วก็ตาม เพราะไม่มีเวลา จึงมักจะใช้วิธีกรอกน้ำกันแก้วโตๆ ดื่มรวดเดียวกระดกหมดแก้ว แล้ว มีภาระติดพันจนต้องกลั้นปัสสาวะกันนานๆ จนเกิดโรคกระเพาะปัสสาวะไวหรือช้ำรั่ว และ กระเพาะปัสสาวะอักเสบเรื้อรังตามมาอย่างที่เล่าให้ฟังแล้ว
วิธีดื่มที่แยบยลคือ ต้องวางแผนให้จังหวะการดื่มพอดีกับการถ่ายออก เมื่อกระเพาะปัสสาวะเพิ่งเริ่มเต็ม เพราะหลังการดื่มแต่ละครั้งน้ำจะไปถึงปลายทางที่กระเพาะปัสสาวะประมาณ ครึ่งชั่วโมงค่ะ เช่น ก่อนออกจากที่ทำงานหรือก่อนเข้านอน 1 ชั่วโมง งดการดื่มน้ำและ ถ่ายออกทุกครั้ง กระเพาะปัสสาวะก็จะว่างและได้พักบ้างค่ะ หรืออาจใช้วิธีค่อยๆ ทยอยดื่มทีละน้อย แล้วเข้าห้องน้ำทันทีที่เริ่มปวดในขณะที่กระเพาะปัสสาวะยังถ่ายออกได้หมด ไม่เหลือค้าง เพราะไม่ได้อุ้มน้ำไว้นานๆ จนหมดแรง แค่นี้ก็จะเป็นการเห็นใจกระเพาะปัสสาวะ สุขภาพก็จะแข็งแรง และไม่เกิดโรคจากพฤติกรรมทำร้ายกระเพาะปัสสาวะอย่างไม่ได้ตั้งใจนะคะ
3.ประเภทของน้ำ น้ำเปล่าที่สะอาด ไม่ร้อนไม่เย็นดีที่สุดค่ะ และควรดื่มหลังกินอาหาร มื้อหลักไปแล้ว 40 นาที ไม่ควรดื่มระหว่างการกินอาหารหรือหลังอาหารทันที เพราะจะทำให้น้ำย่อยเจือจาง ทำให้การย่อยอาหารดำเนินไปได้ไม่เต็มที่ค่ะ ช่วงกินอาหารควรดื่มน้ำซุปหรือน้ำ แกงค่ะ ส่วนนมและน้ำผลไม้ดื่มหลังมื้ออาหารไปแล้ว 2 ชั่วโมง จะช่วยให้ย่อยง่ายนะคะ งดชากาแฟและเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ ซึ่งมักกระตุ้นการหลั่งของน้ำย่อย และเป็นเหตุของการเกิดแผล ในกระเพาะอาหารได้ค่ะ จะเห็นว่าไม่ยากเลยนะคะกับการดื่มน้ำให้สุขภาพดี และเป็นเคล็ดลับความงามของผู้หญิงเราจากภายใน เพราะเซลล์ทั่วร่างกายจะสดชื่นและเปล่งปลั่งอยู่เสมอค่ะ ยากตรงที่ความตั้งใจและใส่ใจที่จะฝึกดื่มน้ำอย่างฉลาดได้อย่างต่อเนื่องจนเป็นสุขนิสัยนะคะ

สเต็มเซลล์คืออะไร

สเต็มเซลล์ (Stem Cell) หรือที่เรียกว่าเซลล์ต้นกำเนิด เป็นเซลล์อ่อนที่พร้อมจะเจริญเติบโต แบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ และเปลี่ยนแปลงเพื่อไปทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง เซลล์แต่ละเซลล์ในร่างกายของมนุษย์จะทำหน้าที่จำเพาะอย่างใดอย่างหนึ่งโดยไม่ย้อนกลับมา ซึ่งเซลล์ที่พัฒนาไปจนสุดทางจนเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจง ตัวอย่างเช่น เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ หรือเซลล์สมอง เซลล์เหล่านี้เมื่อตายไปแล้ว จะไม่มีเซลล์ใหม่มาทดแทน ในขณะเดียวกันร่างกายของคนเราก็ยังมีเซลล์อีกกลุ่มหนึ่งที่สามารถเติบโตได้อีก โดยสเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดพวกนี้สามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงได้
สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิด มีคุณสมบัติเด่นที่เป็นปัจจัยให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกสนใจเซลล์ชนิดนี้กันมาก เนื่องจากเป็นเซลล์ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจง แต่สามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงได้ และสเต็มเซลล์เป็นเซลล์ที่มีความสามารถแบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า ลักษณะของสเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดในร่างกายคนเรามีความพิเศษหลายประการ ในหลักการทั่วไปถือว่าสเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดแตกต่างจากเซลล์ชนิดอื่นๆ ในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นสเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดที่มาจากแหล่งใด อาจจะเป็นสเต็มเซลล์จากตัวอ่อน สเต็มเซลล์จากร่างกาย หรือสเต็มเซลล์ที่ได้มาจากการสร้างเซลล์ให้เข้าคู่กับสารพันธุกรรมของคนไข้ได้ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการปฎิสนธิ สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดทุกชนิดจะมีลักษณะพิเศษที่สำคัญ 3 ประการ
สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดสามารถแบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ได้เป็นเวลานานสเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดเป็นเซลล์ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงสเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดมีความสามารถในการเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงได้ในช่วงปี พ.ศ. 2503–2513 ซึ่งถือว่าเป็นยุคแรกๆ ที่นักวิทยาศาสตร์เริ่มทำการศึกษาวิจัยสเต็มเซลล์จากร่างกายโดยใช้เนื้อเยื่อที่โตเต็มวัย และยังได้นำไปทดลองใช้รักษาผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องชนิดปฐมภูมิ ในปี พ.ศ. 2511 เป็นครั้งแรก จากนั้นมานักวิทยาศาสตร์พยายามทำความเข้าใจ และศึกษาวิจัยเพื่ออธิบายสมบัติพื้นฐานที่สำคัญของสเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิด ที่ทำให้มันเป็นเซลล์ที่สามารถแบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ได้ตลอดเวลาครั้งแล้วครั้งเล่า และสามารถแบ่งตัวได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งศึกษาปัจจัยต่างๆ ที่ควบคุมการแบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ของสเต็มเซลล์ ซึ่งคำตอบที่ชัดเจนเกิดขึ้นเมื่อนักวิทยาศาสตร์เข้าใจขบวนการแบ่งตัวของเซลล์ ทั้งในเซลล์ตัวอ่อนหรือที่เรียกว่าเอ็มบริโอ และการแบ่งตัวที่ผิดปกติของเซลล์มะเร็ง ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เริ่มเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในห้องปฏิบัติการด้วยเทคนิกที่ได้พัฒนาขึ้นมาตามลำดับ
เมื่อในร่างกายมนุษย์มีสเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดที่พร้อมทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งแต่ยังมีน้อยมาก จึงจำเป็นต้องเพิ่มจำนวนสเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดเหล่านั้นเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ โดยเอาเซลล์อ่อนที่ถูกคัดเลือกพร้อมทั้งเพิ่มจำนวนแล้วฉีดกลับเข้าไปยังอวัยวะส่วนที่ต้องการรักษา นักวิทยาศาสตร์เล็งเห็นความสำคัญของการนำสเต็มเซลล์มาใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ เพื่อรักษาอาการป่วยอันเนื่องมาจากเซลล์ เนื้อเยื่อ หรืออวัยวะเสียหายหรือเสื่อมสภาพไป โดยหวังให้สเต็มเซลล์พัฒนาไปเป็นอวัยวะที่ต้องการได้
การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดแพร่หลายไปทั่วในหลายหน่วยงาน เป็นเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์พยายามแยกสเต็มเซลล์จากเอ็มบริโอหรือตัวอ่อนของหนู เพื่อนำมาเลี้ยงในห้องทดลองครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งนักวิจัยสามารถแยกสเต็มเซลล์ออกมาได้สำเร็จ และสามารถแสดงให้เห็นว่า สเต็มเซลล์ของมนุษย์ที่แยกมาได้ และเลี้ยงในห้องปฏิบัติการสามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ชนิดอื่นได้จริง ในปี พ.ศ. 2541 นักวิทยาศาสตร์สามารถเพาะสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนมนุษย์และเซลล์สืบพันธุ์ และสามารถสร้างสายพันธุ์ของเซลล์ขึ้นมาได้สำเร็จ ต่อมาในปี พ.ศ. 2544 สเต็มเซลล์ตัวอ่อนเหล่านี้ถูกนำไปเพาะเป็นเซลล์เม็ดเลือด นับเป็นความก้าวหน้าของงานวิจัยเกี่ยวกับสเต็มเซลล์ครั้งสำคัญ
เมื่อไม่นานมานี้ในประเทศไทยได้มีการสัมมนาระดับชาติ เรื่องทิศทางการวิจัยและพัฒนาด้านเซลล์ต้นกำเนิดหรือสเต็มเซลล์ จัดโดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ซึ่งในขณะนี้ประเทศไทยได้ร่างแนวปฏิบัติและประเด็นพิจารณาทางชีวจริยธรรมการวิจัยเซลล์ต้นกำเนิดแล้วเสร็จ และถือเป็นแนวปฏิบัติฉบับแรกที่หน่วยงานให้ทุนวิจัยและพัฒนาต้องใช้เป็นแนวทาง ซึ่งจะต้องอยู่ในขอบเขตของหลักเกณฑ์ทางด้านจริยธรรม

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือที่รู้จักกันทั่วไปในนาม “อาหารเสริม” ปัจจุบันมีบทบาทต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ช่วยเรื่องความสวยความงาม อาทิ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ใช้ควบคุมน้ำหนัก ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ลดความเหี่ยวย่นของผิวหนัง นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการเสริมสมรรถนะของร่างกายด้านต่าง ๆ ซึ่งกลุ่มนี้จะเน้นกลุ่มเป้าหมายที่ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยที่อยู่ช่วงพักฟื้น หากเดินชมห้างร้านต่าง ๆ ในท้องตลาดจะพบว่ามีผลิตภัณฑ์เหล่านี้วางจำหน่ายกันหลากหลายชื่อการค้า หลายรูปแบบและมีการโฆษณาชวนเชื่อหลายรูปแบบ ซึ่งทำให้ผู้บริโภคมีความสับสนและตัดสินใจได้ยากว่าจะเลือกผลิตภัณฑ์ประเภทใดจึงจะเหมาะสม และผลิตภัณฑ์เหล่านั้นจะส่งผลดีต่อร่างกายอย่างที่พึงประสงค์หรือไม่ บทความนี้จะนำท่านไปสู่โลกแห่งผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อไขข้อสงสัยให้กระจ่างชัดยิ่งขึ้น สมุนไพร กับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารส่วนใหญ่ที่มีในท้องตลาดได้มาจากสมุนไพร คำว่า “สมุนไพร” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ปีพุทธศักราช 2546 ระบุว่า “สมุนไพร (สะ-หมุน-ไพร) น. ผลิตผลธรรมชาติ ได้จาก พืช สัตว์ และแร่ธาตุ ที่ใช้เป็นยา หรือผสมกับสารอื่นตามตำรับยา เพื่อบำบัดโรค บำรุงร่างกาย หรือใช้เป็นยาพิษ เช่น กระเทียม น้ำผึ้ง รากดิน (ไส้เดือน) เขากวางอ่อน กำมะถัน ยางน่อง โล่ติ๊น) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มาจากสมุนไพร เช่น โสมสกัดในรูปแบบต่าง ๆ จัดเป็นสมุนไพรจำพวกพืช น้ำมันตับปลา จัดเป็นสมุนไพรจำพวกสัตว์ และสังกะสี จัดเป็นสมุนไพรจำพวกแร่ธาตุ บทความนี้จะได้กล่าวถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เริ่มต้นจากผลิตภัณฑ์จากเห็ดหลิงจือ ผลิตภัณฑ์จากกระเทียม ผลิตภัณฑ์จากแป๊ะก้วย และผลิตภัณฑ์จากน้ำมันปลา (fish oil) ตามด้วยผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เกี่ยวข้องกับความงาม ผลิตภัณฑ์ควบคุมน้ำหนักชนิดต่าง ๆ ผลิตภัณฑ์จากโสม โสม เป็นสมุนไพรที่ชาวจีนใช้มานานนับพันปี ได้จากพืชในสกุล Panax ในวงศ์ Araliaceae มีหลายชนิด ที่ขึ้นชื่อ และใช้กันในเชิงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างแพร่หลายมี 2 ชนิด ชนิดแรกในภาษาจีนแมนดารินเรียกว่า “เริ๋นเซิน” ภาษาแต้จิ๋วเรียก “หยิ่งเซียม” แปลเป็นไทยว่าโสมคน เนื่องจากรากโสมนั้นมีรูปลักษณ์คล้ายคน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Panax ginseng C.A. Meyer ชนิดที่สองเป็นโสมอเมริกันมีถิ่นกำเนิดตามแนวตะเข็บชายแดนอเมริกากับแคนาดา ในภาษาจีนแมนดารินเรียก “หยางเซิน” แต้จิ๋วเรียก “เอี่ยเซียม” ลักษณะรากจะไม่แตกแขนงอย่างโสมคน และมีขนาดเล็กกว่า มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Panax quinquefolium L. ซึ่งทั้งสองชนิดมีสรรพคุณคล้ายคลึงกัน ในโสมทั้งสองชนิดดังกล่าวมีสาระสำคัญกลุ่มซาโปนินไกลโคไซด์ (saponin glycosides) มีอนุพันธ์หลายชนิดจัดอยู่ในกลุ่มย่อยที่ชื่อว่า จินเซโนไซด์ (ginsenosides) ซึ่งมีสมาชิกในกลุ่มย่อยนี้กว่า 50 อนุพันธ์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ได้จากโสมสกัดในปัจจุบันนี้มีหลายรูปแบบ ได้แก่สารสกัดในแคปซูล สารสกัดโสมในรูปน้ำสกัดเข้มข้น สารสกัดโสมในรูปเม็ดแป้ง ตำรายาของจีนกล่าวว่าโสมมีสรรพคุณบำรุงให้ร่างกายแข็งแรงและมีอายุยืน ในปัจจุบันมีการทำสารสกัดโสม G115 ซึ่งมีจินเซโนไซด์ 8 ชนิด มีความเข้มข้นที่พอเหมาะต่อการแสดงฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา มีข้อดี คือ โสมจะทำให้ร่างกายทนต่อการทำงานหนักได้นาน และปรับสภาพร่างกายให้เข้าสู่ภาวะปกติได้เร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหัวใจ กล้ามเนื้อ และระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ยังช่วยความเครียด คลายความกังวลได้ มีการศึกษาทางคลินิกของโสมสกัดในผู้สูงอายุ โดยการให้โสมสกัด G115 แก่ผู้สูงอายุ เป็นระยะเวลานาน 12 สัปดาห์ พบว่า ผู้สูงอายุที่ได้รับโสมสกัดมีสมาธิในการทำงานมากขึ้น มีความจำ อารมณ์ การนอนหลับ ที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับโสมสกัด นอกจากการศึกษาในกลุ่มผู้สูงอายุแล้ว ยังมีการศึกษาในผู้ที่ต้องใช้แรงงาน โดยเฉพาะในกลุ่มนักกีฬา พบว่าปริมาณการใช้ออกซิเจนระดับแลกเทตในพลาสมา อัตราการเต้นของหัวใจ ในกลุ่มนักกีฬาที่ได้รับโสมสกัดมีปริมาณที่น้อยกว่ากลุ่มควบคุม ซึ่งเป็นผลดีต่อร่างกายของนักกีฬาเป็นอย่างยิ่ง การศึกษาทางคลินิกในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงได้ และยังสามารถเพิ่มความดันโลหิตในผู้ป่วยที่เป็นความดันโลหิตต่ำได้เช่นกัน นอกจากผลทางคลินิกที่กล่าวมาทั้งหมดแล้วยังพบว่าโสมสามารถลดอนุมูลอิสระได้ ซึ่งเป็นผลทำให้การเสื่อมของเซลล์ลดลง ทำให้ความชราภาพของเซลล์เกิดได้น้อยลงไปด้วย จึงเชื่อได้ว่าโสมสามารถชะลอความชราได้ การบริโภคโสมมีข้อจำกัดอยู่ที่หากบริโภคเป็นเวลานาน ๆ ในผู้บริโภคบางรายอาจเกิดอาการนอนไม่หลับ กระวนกระวายใจ และมีอาการปากแห้ง คอแห้ง ร้อนในได้ จึงต้องพิจารณาสภาพของตนเองก่อนที่จะเลือกบริโภคโสม เช่น คนที่มีอาการของการร้อนในบ่อย ๆ ถ่ายลำบาก หรือที่ทางภาษาแพทย์พื้นบ้านเรียกว่า ธาตุแข็ง ไม่แนะนำให้บริโภคโสม เนื่องจากจะเกิดอาการต่าง ๆ ที่กล่าวไว้ได้อย่างง่ายดายทีเดียวผลิตภัณฑ์จากเห็ดหลิงจือ เห็ดหลิงจือ เป็นสมุนไพรจีนที่มีใช้มานานา ปรากฏในตำรายาจีนมาแต่โบราณ ถือเป็นสมุนไพรที่ทรงคุณค่าอย่างหนึ่งของจีน ชื่อของเห็ดหลิงจือมาจากคำภาษาจีนว่า หลิง แปลว่าวิญญาณ และจือ แปลว่า พืชสมุนไพร รวมแล้วหมายถึง สมุนไพรกู้วิญญาณ ที่เรียกเช่นนี้เพราะ ชาวจีนเชื่อว่าหลิงจือเป็นยาอายุวัฒนะ และแก้โรคต่าง ๆ ได้มากมาย ในทางวิทยาศาสตร์ เห็ดหลิงจือ เป็นเห็ดในวงศ์ Polyporaceae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Garnoderma lucidum (Leys. Ex Fr.) Karst. มีชื่อเรียกท้องถิ่นหลายชื่อ ภาษาอังกฤษเรียก lacquered mushroom หรือ lucid ganoderma ที่เรียกเช่นนี้เพราะผิวเห็ดมีสีแดงเงาเหมือนไม้ที่ถูกทาด้วยแลคเกอร์ เห็ดหลิงจือที่ใช้ในทางยาจีนได้มาจากสองสายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์สีแดง และสายพันธุ์สีม่วง โดยสายพันธุ์สีแดงจะมีปริมาณสารสำคัญสูงกว่าจึงเป็นที่นิยมสูงกว่าชนิดสีม่วง การศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของเห็ดหลิงจือ พบว่ามีสาระสำคัญ 3 กลุ่ม คือ สารกลุ่มไตรเทอร์ปีน (triterpenes) สารกลุ่มน้ำตาลเชิงซ้อน (polysaccharides) สารกลุ่มสเตอรอยด์ (steroids) สารกลุ่มแรกช่วยลดไขมันในเลือด ลดความดันโลหิต ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ยับยั้งการหลั่งฮิลตามีน ซึ่งทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ ส่วนสารกลุ่มที่สอง ช่วยกระตุ้นการหลั่งอินซูลินส่งผลให้เซลล์นำน้ำตาลในเลือดไปใช้ได้สะดวก ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง นอกจากนี้ยังเพิ่มศักยภาพของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัส และเซลล์ร่างกายที่ผิดปกติ เช่น เซลล์มะเร็ง สารกลุ่มสุดท้ายพบว่าช่วยลดความเป็นพิษต่อตับ ซึ่งมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคตับอักเสบ และโรคตับแข็ง และมีผลต่อระบบต่าง ๆ นั้นเป็นดังนี้ - ผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน พบว่าน้ำสกัดเห็ดหลิงจือจะเพิ่มการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งมีหน้าที่ทำลายเชื้อโรค ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น อีกทั้งยังสามารถปรับภูมิคุ้มกัน (immunomodulator) ได้ ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยที่มีอาการภูมิแพ้และผู้ป่วยโรคหอบหืด มีอาการดีขึ้น และยังลดผลการตอบสนองของร่างกายต่อการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะได้ - ผลต่อระบบหัวใจ และหลอดเลือด สารสกัดเห็ดหลืงจือจะช่วยขยายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจไม่ขาดเลือดและเพิ่มแรงบีบของกล้ามเนื้อหัวใจโดยไม่เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจรวมถึงลดระดับไขมันในหลอดเลือดทั้งในรูปของคอเลสเตอรอลและฟอสโฟไลปิด ทำให้ภาวะหลอดเลือดอุดตันลดลง และยังพบว่าเมื่อได้รับสารสกัดเห็ดหลิงจืออย่างต่อเนื่องจะช่วยให้ระบบหลอดเลือดฝอยส่วนปลายโดยเฉพาะบริเวณชั้นผิวหนัง มีการเจริญมากขึ้นส่งผลให้ผิวพรรณดีและลดปัญหาผมร่วงได้ สารสกัดเห็ดหลิงจือยังทำให้หลับสบาย เหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่นอนไม่หลับ ปัจจุบันในท้องตลาดมีเห็ดหลิงจือหลายรูปแบบ เช่น ชนิดที่ฝานเป็นแผ่นให้นำมาต้มน้ำดื่ม และชนิดเม็ด แต่ชนิดที่ไม่ควรซื้อบริโภคคือ ชนิดเม็ด หรือเป็นแคปซูล เพราะเป็นรูปแบบที่กินเข้าไปแล้วไม่เกิดคุณประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะร่างกายไม่สามารถที่จะดูดซึมสารสำคัญในรูปแบบนี้ได้ การบริโภคหากเทียบตามขนาดในตำรายาจีน ต้องใช้เห็ดหลิงจือแห้งน้ำหนัก 3 ถึง 5 กรัม หรือเทียบเท่าสารสกัดเห็ดหลิงจือ 600 ถึง 800 มิลลิกรัม ต่อวัน โดยรับประทานก่อนนอนเพื่อทำให้นอนหลับสบายขึ้น ผลิตภัณฑ์จากกระเทียม กระเทียมเป็นสมุนไพรและเครื่องเทศที่ใช้มาแต่โบราณ เป็นพืชในวงศ์ Alliaceae มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Allium sativum Linn. ใช้ขับลม แก้ท้องอืดเฟ้อ กัดเสมหะ และใช้ภายนอกแก้โรคกลากเกลื้อน กระเทียมมีสาระสำคัญอยู่หลายชนิด โดยเฉพาะสารที่มีกำมะถันเป็นองค์ประกอบ สารกลุ่มนี้ได้แก่ อัลลิอิน (alliin) ซึ่งจะถูกสลายด้วยเอนไซม์ อัลลิอินไลเอส (alliin lyase) ได้สาร อัลลิซิน (allicin) และจะถูกเปลี่ยนเป็น อะโยอีน (ajoene) ซึ่งกระบวนการสลายตัวเหล่านี้จะเกิดเมื่อกลีบกระเทียมถูกทำลายไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม กระเทียมมีสรรพคุณหลายด้าน เช่น ช่วยลดระดับไขมันในเลือด โดยเฉพราะระดับคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด ช่วยป้องกันการเกิดภาวะไขมันอุดตันในหลอดเลือด (atherosclerosis) และป้องกันการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ซึ่งส่งผลต่อการป้องกันการเกิดลิ่มเลือด (thrombus) อันเป็นสาเหตุของภาวะหลอดเลือดอุดตันและกระเทียมยังช่วยลดความดันโลหิต และป้องกันการเต้นผิดจังหวะของหัวใจ ซึ่งมีฤทธิ์เกี่ยวข้องกับระบบหัวใจ และหลอดเลือดทั้งสิ้น นอกจากนี้อัลลิซินในกระเทียมมีฤทธิ์ต้านจุลชีพ และมีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด สำหรับผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูง ใช้กระเทียมผง 600 ถึง 900 มิลลิกรัม ต่อวัน เป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือน เมื่อใช้ไปราว 1 เดือน แล้วจะลดการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดในร่างกายได้ เป็นการช่วยใหการไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ผลิตภัณฑ์ที่มีวางจำหน่ายในท้องตลาดมีอยู่หลายชนิดและมีราคาสูง หากต้องการประหยัดก็ต้องหันมากินกระเทียมสดแทน แต่ก็ต้องทนกับกลิ่น และรสอันร้อนแรงของกระเทียมสักเล็กน้อย ในการกินกระเทียมสดนั้นให้กินในมื้ออาหารทุกมื้อ มื้อละ 5 ถึง 6 กลีบ โดยกินระหว่างกินอาหารอื่น เพราะถ้ากินกระเทียมอย่างเดียวจะทำให้เกิดความระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหารได้ผลิตภัณฑ์จากแป๊ะก้วย แป๊ะก้วย จัดอยู่ในวงศ์ Ginkgoaceae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ginkgo biloba L. คนจีนได้นำแป๊ะก้วยมาใช้เป็นยากว่า 4,000 ปีแล้ว ส่วนใบมาเป็นยาแก้หืด และยาแก้ไอ และส่วนเนื้อในเมล็ดปรุงเป็นอาหารทั้งคาว หวาน ในการศึกษาทางเคมีพบว่า สารสกัดในใบแป๊ะก้วยมีสารสำคัญในกลุ่มฟลาโวนอยด์ (flavonoids) ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 24 กลุ่มไดเทอร์ปีน (diterpene) ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 2.8 กลุ่มเซสควิเทอร์ปีน (sesquiterpene) ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 2.6 สารเหล่านี้จะมีฤทธิ์ต่อระบบไหลเวียนโลหิตของร่างกาย ได้แก่ กิงโกไลด์ (gingkgolide) ซึ่งเป็นสารกลุ่มไดเทอร์ปีน จะช่วยยับยั้งการรวมตัวของเกล็ดเลือด และละลายลิ่มเลือด สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ทำให้หลอดเลือดยืดหยุ่นดีขึ้น จึงเหมาะกับผู้สูงอายุ เพราะในผู้สูงอายุหลอดเลือดจะเสื่อมสภาพ และเริ่มแข็งตัวเป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง และเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดในสมองแตก นอกจากนี้แป๊ะก้วยยังช่วยทำให้ระบบการไหลเวียนของโลหิตไปสู่สมองดียิ่งขึ้น ทั้งยังมีผลต่อความจำ ทำให้มีการนำสารสกัดจากใบแป๊ะก้วยมาใช้กับผู้ป่วยที่เป็นอัลไซเมอร์ (Alzheimer) ซึ่งพบว่าช่วยให้ผู้ป่วยอัลไซเมอร์มีอาการดีขึ้น ผลิตภัณฑ์ที่มีจำหน่ายในท้องตลาดมีมากมาย สิ่งที่ต้องสังเกตก่อนเลือกซื้อคือปริมาณสาระสำคัญที่ระบุในฉลาก ต้องระบุว่ามีสารสกัดจากใบแป๊ะก้วยที่มีปริมาณฟลาโวนอยด์ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 24 ปริมาณการใช้จะใช้สารสกัด 40 ถึง 80 มิลลิกรัมต่อวัน
ผลิตภัณฑ์จากน้ำมันปลา น้ำมันปลา (fish oil) เป็นกรดไขมันจากสัตว์จำพวกปลาจากทะเล และสัตว์ทะเลชนิดอื่น ๆ ที่เรียกว่า โอเมกา-3 (omega-3-polyunsaturated fatty acids) จุดเริ่มต้นแห่งการนำน้ำมันปลามาใช้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เกิดจากการศึกษาชาวเอสกิโมกลุ่มหนึ่งที่ดำรงชีวิตโดยกินวาฬ และแมวน้ำเป็นอาหาร ซึ่งอาหารจากทะเลจะมีปริมาณไขมันอิ่มตัวน้อยกว่าอาหารจากแหล่งอื่น และมีปริมาณไขมันไม่อิ่มตัวอยู่สูง อีกทั้งปริมาณไขมันไม่อิ่มตัวนั้น ส่วนใหญ่เป็นชนิด โอเมกา-3 พบว่าภาวะไขมันในหลอดเลือดของชาวเอสกิโมกลุ่มนี้ดีมาก คือ มีไตรกลีเซอไรด์ คอเลสเตอรอล low density lipoprotein (LDL) very low density lipoprotein (VLDL) ต่ำกว่าชนชาติในภาคพื้นทวีปอื่น ๆ ที่มีการบริโภคอาหารจากทะเลน้อยกว่า จากการศึกษาทางคลินิก พบว่าการใช้น้ำมันปลาในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจขาดเลือด โดยให้รับประทานน้ำมันปลา 0.9 กรัมต่อวัน นาน 2 ปี พบว่าอัตราการตายลดลงร้อยละ 25 แต่อาการปวดหัวใจไม่ได้ลดลง นักวิจัยจึงลงความเห็นสรุปว่าผลของน้ำมันปลาช่วยลดการเกิดการเต้นไม่เป็นจังหวะของหัวใจลง ทำให้อัตราการตายลดลง แม้ว่าการศึกษาทางคลินิกเกี่ยวกับการป้องกัน และบำบัดโรคหัวใจของน้ำมันปลาจะยังน้อยอยู่ แต่ทุกครั้งของการศึกษาจะพบผลทางคลินิกที่น่าพึงพอใจ นอกจากนี้ยังพบว่าช่วยให้ผนังหลอดเลือดมีสภาพดีขึ้นอีกด้วย นอกจากน้ำมันปลาแล้ว ยังมีไขมันไม่อิ่มตัวชนิดโอเมกา-6 ซึ่งมักพบในพืช และสัตว์บก ซึ่งมีคุณสมบัติทางเภสัชวิทยาคล้าย ๆ กับ โอเมกา-3 ฉบับหน้ามาติดตามเรื่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เกี่ยวข้องกับความงาม ผลิตภัณฑ์ควบคุมน้ำหนักชนิดต่าง ๆ กันครับ



ตำนานวันไหว้พระจันทร์

ตำนาน "ฉังเอ๋อเหินสู่ดวงจันทร์" ปรากฏเป็นครั้งแรกในยุคต้นของสมัยจั้นกว๋อ (ยุคสงคราม 475 - 221 ก่อนคริสต์ศักราช) เป็นเรื่องราวของฉังเอ๋อที่กินยาอายุวัฒนะของเจ้าแม่ซีหวังหมู่ แล้วกลายเป็นเทพธิดาอมตะแห่งดวงจันทร์ ตำนานเกี่ยวกับฉังเอ๋อผู้นี้ได้ถูกแต่งเติมรายละเอียดออกไปอีกในราชวงศ์ต่อมา ตำนานเรื่อง "เทพธิดาแห่งดวงจันทร์" มีว่า เมื่อครั้งโบราณกาล โลกเรามีดวงอาทิตย์อยู่ถึงสิบดวง นำมาซึ่งภัยพิบัติแก่โลกมนุษย์ ทุกหย่อมหญ้าร้อนระอุเป็นแผ่นดินเพลิง ส่วนที่เป็นน้ำก็เหือดแห้ง ส่วนที่เป็นภูเขาก็ถล่มแผ่นดินแยก ต้นไม้ใบหญ้าแห้งกรอบ ผู้คนไม่มีที่หลบซ่อนอาศัย ในครั้งนั้น ได้ปรากฏวีรบุรุษนามว่า "โฮ่วอี้" เป็นผู้ที่มีฝีมือในการยิงธนูได้แม่นยำอย่างอัศจรรย์ เขายิงธนูขึ้นสู่ฟ้าเพียงดอกเดียวก็ยิงถูกดวงอาทิตย์ถึงเก้าดวง ทำให้เหลืออยู่เพียงดวงเดียว ถือเป็นการขจัดทุกเข็ญให้แก่บรรดาประชาราษฎร์ ผู้คนจึงพากันยกย่องให้เขาเป็นกษัตริย์ ทว่า พอเขาได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ ก็ลุ่มหลงในสุราและนารี ฆ่าฟันผู้คนตามอำเภอใจ กลายเป็นทรราช ราษฎรล้วนแต่โกรธแค้นและชิงชังเขาเป็นที่สุด โฮ่วอี้รู้ตัวว่าคงจะอยู่เป็นสุขเช่นนี้ไปได้อีกไม่นาน จึงเดินทางไปที่ภูเขาคุนหลุน (คุนลุ้น ) เพื่อขอยาอายุวัฒนะจากเจ้าแม่หวังหมู่มากิน แต่ฉังเอ๋อ ภรรยาของเขากลัวว่า ถ้าสามีของเธอมีอายุยืนนานโดยไม่มีวันตายเช่นนี้ อาจจะนำความเดือดร้อนมาสู่ราษฎรเป็นแน่ คิดดังนี้แล้วเธอจึงตัดสินใจแอบนำยาอายุวัฒนะนั้นมากินเสียเอง แต่พอกินเข้าไป ร่างของเธอก็เบาหวิว แล้วก็ลอยขึ้นไปสู่ดวงจันทร์ นับแต่นั้นมา บนดวงจันทร์ก็ปรากฏภาพเทพธิดา ที่เชื่อกันว่าเป็นฉังเอ๋อนี้เอง
จากหนังสือบันทึกโบราณ โจวหลี่ ระบุว่า พิธีเซ่นไหว้พระจันทร์ทั่วทั้งประเทศนั้น เริ่มขึ้นในสมัยราชวงศ์ถัง ซึ่งที่มาของพิธีในเทศกาลนี้มีส่วนเกี่ยวเนื่องกับตำนานความฝัน ของกษัตริย์ถังหมิงหวง เสด็จประพาสพระราชวังบนดวงจันทร์ เรื่องเล่ามีอยู่ว่า ในกลางดึกของคืนเดือนเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 กษัตริย์ถังหมิงหวงบรรทมหลับไปแล้วทรงพระสุบินว่า พระองค์ลอยขึ้นไปเที่ยวชมพระราชวังบนดวงจันทร์ และได้พบเทพธิดาบนดวงจันทร์กำลังร่ายรำอยู่อย่างงดงาม ในฝันนั้น พระองค์ทรงเพลิดเพลินและเกษมสำราญเป็นอย่างยิ่ง กระทั่งเมื่อตื่นพระบรรทมและทรงโปรดให้พระสุบินนั้นเป็นความจริ ง จึงมีรับสั่งให้นางสนมแต่งตัวและร่ายรำเลียนแบบเทพธิดาในฝัน ตั้งแต่นั้นมาทุกวั นขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 พระองค์ก็รับสั่งให้จัดเครื่องเซ่นไหว้พระจันทร์ และทอดพระเนตรความงามของพระจันทร์ไปพร้อมกับการร่ายรำของนางสนมประเพณีปฏิบัติเช่น นี้ ภายหลังได้แพร่หลายไปทั่วประเทศ และเป็นเทศกาลที่มีความสำคัญเทียบเท่ากับ เทศกาลตรุษจีน และเทศกาลไหว้ขนมจ้าง ( ขนมบ๊ะจ่าง )บอกเล่าเรื่อง"ขนมเปี๊ยะ"เทศกาลไหว้พระจันทร์ มีเครื่องเซ่นไหว้เป็นขนมเปี๊ยะ เช่นเดียวกับเทศกาลอื่นๆที่มีสัญลักษณ์ต่างๆกันไป เช่น เทศกาลไหว้ขนมจ้าง ก็มีขนมบ๊ะจ่าง เทศกาลหยวนเซียว (เทศกาลโคมไฟ) ก็มีขนมสาคูต้ม (ทางหยวน) ขนมไหว้พระจันทร์ เรียกในภาษาจีนว่า "เย่ว์ปิ่ง" "เย่ว์" แปลว่า พระจันทร์ "ปิ่ง" แปลว่า ขนมเปี๊ยะ เป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นศิริมงคล ความปรารถนาดีต่อกัน และความสมัครสมานสามัคคี เพราะในเทศกาลนี้คนในครอบครัวจะมาอยู่พร้อมหน้ากัน กินขนมไปพลาง ชมพระจันทร์ไปพลาง เดิมทีนั้น เย่ว์ปิ่ง เรียกว่า "หูปิ่ง" ซึ่งแปลว่า ขนมเปี๊ยะวอลนัท ซึ่งเป็นขนมแป้งอบของจีนทำมาจากงาและวอลนัท ชื่อ "หูปิ่ง" ภายหลังเปลี่ยนมาเป็น"เย่ว์ปิ่ง" ก็มีเรื่องเล่าเช่นกันว่าว่า ในคืนวันไหว้พระจันทร์ปีหนึ่ง พระเจ้าถังไท่จงปรารภขึ้นว่า ชื่อ "หูปิ่ง" ไม่ไพเราะ ขณะนั้นหยางกุ้ยเฟยสนมเอกของพระองค์ซึ่งนั่งชมจันทร์อย่างเพลิด เพลินอยู่ข้างๆ ก็เปรยขึ้นมาว่า "เย่ว์ปิ่ง" ที่แปลว่า ขนมเปี๊ยะพระจันทร์ ตั้งแต่นั้นมาจึงใช้ชื่อนี้เรียกแทน"หูปิ่ง" เรื่อยมาตำนานของขนมไหว้พระ จันทร์ ก็มีเรื่องเล่าที่เกี่ยวโยงกับพงศาวดารจีนอยู่ด้วยกล่าวคือ เมื่อประมาณ 600 ปีก่อน เล่ากันว่ายุคปลายราชวงศ์หยวน เจงกิสข่านแห่งมองโกล เข้ายึดครองแผ่นดินใหญ่และปกครองชาวจีนอย่างเข้มงวด ชาวจีนกลุ่มหนึ่งได้ก่อตั้งขบวนการใต้ดินเพื่อทำการก่อกบฏ พวกเขาคิดอุบาย โดยอาศัยงานวันไหว้พระจันทร์ ซึ่งจะมีการทำขนมเปี๊ยะขนาดใหญ่มีไส้หนา โดยภายในขนมได้ซ่อนจดหมายนัดแนะกันกำจัดพวกมองโกล กำหนดเวลาเที่ยงคืนของวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 เป็นคืนก่อการ แล้วแจกจ่ายไปในหมู่ผู้ก่อการกบฏ ทำทีว่าเป็นการนำขนมไปแจกในหมู่ญาติสนิทมิตรสหาย เมื่อถึงเวลาตีเกราะเคาะร้องบอกกัน ก็จะลงมือสังหารชาวมองโกลทันที ภายหลังเมื่อชาวจีน ได้เอกราชคืน ได้ถือ วันเพ็ญเดือนแปด เป็นวันไหว้พระจันทร์เรื่อยมาและนำขนมเปี๊ยะนี้มาไหว้พระจันทร์ อีกด้วย เพราะถือเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพและความสามัคคีร่วมกัน

ประวัติ การประดิษฐ์บาร์โค้ด รหัสแท่งมหัศจรรย์

รหัสแท่งๆ เป็นลายเส้นตรงๆ มีตัวเลขกำกับอยู่ด้านล่างที่มักปรากฎบนปกหนังสือหรือสินค้าแทบทุกชนิดบนโลกใบนี้ หรือที่เรียกกันว่า"บาร์โค้ด" (barcode) มีประวัติความเป็นมาอย่างไรวันนี้ผมจะพาย้อนอดีตไปรู้จักกับการประดิษฐ์บาร์โค้ด รหัสแท่งมหัศจรรย์กัน เจ้าสัญลักษณ์คุ้นตาที่ช่วยอำนวยความสะดวกได้อย่างน่ามหัศจรรย์นี้ ได้มีการออกสิทธิบัตรเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม (พ.ศ.2495) หรือวันนี้ เมื่อ 57 ปีก่อนบาร์โค้ด คืออะไร บาร์โค้ด (barcode) หรือในภาษาไทยเรียกว่า "รหัสแท่ง" คือ การแทนข้อมูลที่เป็นรหัสเลขฐานสอง (Binary codes) ในรูปแบบของแถบสีดำและขาวที่มีความกว้างของแถบที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับตัวเลขที่กำกับอยู่ข้างล่าง การอ่านข้อมูลจะอาศัยหลักการสะท้อนแสง เพื่ออ่านข้อมูลเข้าเก็บในคอมพิวเตอร์โดยตรงไม่ต้องผ่านการกดปุ่มที่แป้นพิมพ์ ระบบนี้เป็นมาตรฐานสากลที่นิยมใช้กันทั่วโลก การนำเข้าข้อมูลจากรหัสแถบของสินค้าเป็นวิธีที่รวดเร็วและความน่าเชื่อถือ ได้สูงและให้ความสะดวกแก่ผู้ใช้งานได้ดี ทั้งนี้ เทคโนโลยีบาร์โค้ด ถูกนำมาใช้ทดแทนในส่วนการบันทึกข้อมูล (Data Entry) ด้วยคีย์บอร์ด ซึ่งมีอัตราความผิดพลาดอยู่ประมาณ 1 ใน 100 หรือบันทึกข้อมูลผิดพลาดได้ 1 ตัวอักษร ในทุกๆ 100 ตัวอักษร แต่สำหรับระบบบาร์โค้ด อัตราการเกิดความผิดพลาดจะลดลงเหลือเพียง 1 ใน 10,000,000 ตัวอักษรเลยทีเดียว นี่จึงเป็นเหตุผลที่นิยมนำมาใช้กันแพร่หลายทั่วโลก สำหรับระบบบาร์โค้ดจะใช้ควบคู่กับเครื่องอ่าน ที่เรียกว่า เครื่องยิงบาร์โค้ด (Scanner) ซึ่งเป็นเป็นตัวอ่านข้อมูล ที่อยู่ในรูปรหัสแท่ง เป็นข้อมูลตัวเลขหรือตัวอักษร ทำให้มนุษย์สามารถเข้าใจ เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้งาน ประวัติการประดิษฐ์บาร์โค้ด บาร์โค้ด (barcode) ถูกประดิษฐ์ขึ้นจากฝีมือการคิดประดิษฐ์ของ Norman Joseph Woodland และ Bernard Silver สองศิษย์เก่าของ Drexel Institute of Technology ในเมืองฟิลาเดลเฟีย สหรัฐอเมริกา โดยจุดประกายของ การประดิษฐ์บาร์โค้ด เริ่มต้นจาก Wallace Flint จาก Harvard Business School ในปี ค.ศ.1932 ซึ่งเขาได้เสนอการเลือกสินค้าที่ต้องการจากรายการ โดยใช้บัตรเจาะรู เพื่อแบ่งหมวดหมู่เดียวกัน แต่ความคิดดังกล่าวนั้นก็ไม่ได้ถูกสานต่อ จนกระทั่ง Bernard Silver ซึ่งขณะนั้นยังเป็นนักศึกษาอยู่ เกิดบังเอิญไปได้ยินประธานบริษัทค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภครายหนึ่งในเมือง ฟิลาเดลเฟีย ปรึกษากับคณบดี ว่า ทางมหาวิทยาลัยน่าจะส่งเสริมให้มีการทดลองเกี่ยวกับระบบจัดเก็บและอ่าน ข้อมูลสินค้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับธุรกิจค้าปลีกในการทำสต็อก และด้วยความที่ Bernard ไม่ได้ฟังแบบเข้าหูขวาทะลุหูซ้าย เขาจึงนำสิ่งที่ได้ยินกลับมาครุ่นคิด และชักชวนให้ศิษย์ผู้พี่ Norman Joseph Woodland มาร่วมกันทำฝันให้เป็นจริง และในปี ค.ศ.1952 ทั้งคู่ก็ให้กำเนิด บาร์โค้ด หลังพยายามทดลอง ประดิษฐ์บาร์โค้ด อยู่นานหลายปี และได้มีการออกสิทธิบัตร บาร์โค้ด ขึ้นในวันที่ 7 ตุลาคม ปีเดียวกันนั้นเอง โดยบาร์โค้ดชนิดแรกที่ทั้งสองผลิตขึ้นนั้น ไม่ได้เป็นลายเส้นอย่างที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน หากแต่มีลักษณะคล้าย แผ่นปาเป้า ที่ประกอบด้วยวงกลมสีขาวซ้อนกันหลายๆ วง บนพื้นหลังสีเข้ม ทว่า ผลงานครั้งนั้นก็ยังไม่ถูกใจทั้งสองเท่าที่ควร แต่กระนั้น ร้านค้าปลีกในเครือ Kroger ที่เมืองซินซินนาติ มลรัฐโอไฮโอ ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ได้นำเอาระบบบาร์โค้ดแบบแผ่นปาเป้า ไปใช้เป็นแห่งแรกของโลก ในปี ค.ศ.1967 ต่อมาได้มีการพัฒนา บาร์โค้ด และประดิษฐ์ เครื่องแสกน บาร์โค้ดขึ้น และใช้งานเป็นครั้งแรกในโลกที่ Marsh’s ซูเปอร์มาร์เก็ต ในเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ.1974 และ ในวันที่ 26 เดือนนั้น หมากฝรั่ง Wrigley's Juicy Fruit ก็กลายเป็นสินค้าชิ้นแรกในโลกที่ถูกสแกน บาร์โค้ด เพราะมันเป็นสินค้าชิ้นแรกที่ถูกหยิบขึ้นจากรถเข็นของลูกค้าคนแรกของร้านใน วันนั้นวิ วัฒนาการบาร์โค้ด แต่เดิมนั้น บาร์โค้ด จะถูกนำมาใช้ในร้านขายของชำและตามปกหนังสือ ต่อก็เริ่มมาพบในร้านอุปกรณ์ประกอบรถยนต์และร้านอุปโภคบริโภคทั่วไป ในแถบยุโรป รถบรรทุกทุกคัน ที่จะต้องวิ่งระหว่างประเทศฝรั่งเศสและประเทศเยอรมนี จะต้องใช้แถบรหัสบาร์โค้ดที่หน้าต่างทุกคัน เพื่อใช้ในการแสดงใบขับขี่ ใบอนุญาต และน้ำหนักรถบรรทุก เพื่อให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรสามารถตรวจได้ง่ายและรวดเร็ว ในขณะที่รถลดความเร็ว เครื่องตรวจจะอ่านข้อมูลจากบาร์โค้ด และแสดงข้อมูลบนเครื่องคอมพิวเตอร์ทันที ปัจจุบันวิวัฒนาการของบาร์โค้ดพัฒนาไปมาก ทั้งรูปแบบและความสามารถในการเก็บข้อมูล โดยบาร์โค้ดที่ใช้ในยุคสมัยนี้มีทั้งแบบ 1 มิติ 2 มิติ และ 3 มิติ แต่ที่เราใช้กันทั่วไปในสินค้านั้นเป็นแบบมิติเดียว บันทึกข้อมูลได้จำกัด ตามขนาดและความยาว โดยบาร์โค้ด 2 มิติ จะสามารถบันทึกข้อมูลได้มากกว่าแบบอื่นๆ มาก และขนาดเล็กกว่า รวมทั้งสามารถพลิกแพลงการใช้งานได้มากกว่า ขนาดที่ว่าสามารถซ่อนไฟล์ใหญ่ๆ ทั้งไฟล์ลงบนรูปภาพได้เลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม บาร์โค้ด 2 มิติ ก็ยังไม่เสถียรพอ ทำให้การนำมาใช้งานหลากหลายเกินไป จนอาจเกิดปัญหาการใช้งานร่วมกันและต้องใช้เครื่องมือเฉพาะของมาตรฐานนั้นๆ ในการอ่าน ซึ่งในปัจจุบันมีความพยายามที่จะกำหนดมาตรฐานของบาร์โค้ด 2 มิติ โดยกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็คโทรนิคส์ และ อุตสาหกรรมยา/เครื่องมือแพทย์ ที่มีความต้องการใช้งานบาร์โค้ดที่เล็กแต่บรรจุข้อมูลได้มาก จนได้บาร์โค้ดลูกผสมระหว่าง 1 มิติกับ 2 มิติขึ้นมา ในชื่อเดิมคือ RSS Reduce Space Symbol หรือชื่อใหม่คือ GS1 DataBar สำหรับประเทศไทย เคยมีการทดลองใช้บาร์โค้ด 2 มิติในเชิงพาณิชย์ โดยค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ แต่ก็เงียบหายไป เนื่องจากขาดการสร้างความเข้าใจให้กับฐานลูกค้าที่ชัดเจน ส่วนบาร์โค้ด 3 มิติ คือความพยายามที่จะแก้ข้อจำกัดของบาร์โค้ด ที่มีปัญหาในสภาวะแวดล้อมที่โหดๆ เช่น ร้อนจัด หนาวจัด หรือมีความเปรอะเปื้อนสูง เช่น มีการพ่นสี พ่นฝุ่นตลอดเวลา ซึ่งส่วนใหญ่จะพบการใช้บาร์โค้ด 3 มิติ ในอุตสาหกรรมหนักๆ เช่น เครื่องจักร เครื่องยนต์ โดยจะยิงเลเซอร์ลงบนโลหะ เพื่อให้เป็นบาร์โค้ดหรือจัดทำให้พื้นผิวส่วนหนึ่งนูนขึ้นมาเป็นรูปบาร์โค้ด (Emboss) นั่นเอง
ประเภทของบาร์โค้ด 1. โค้ดภายใน (Internal Code) เป็นบาร์โค้ดที่ทำขึ้นใช้เองในองค์กรต่างๆ ไม่สามารถนำออกไปใช้ภายนอกได้ 2. โค้ดมาตรฐานสากล (Standard Code) เป็นบาร์โค้ดที่เป็นที่รู้จัก และนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก มี 2 ระบบ คือ • ระบบ EAN (European Article Numbering) เริ่มใช้เมื่อปี พ.ศ. 2519 มีประเทศต่างๆ ใช้มากกว่า 90 ประเทศทั่วโลก ในภาคพื้นยุโรป เอเชีย และแปซิฟิก, ออสเตรเลีย, ลาติน อเมริกา รวมทั้งประเทศไทย ทั้งนี้ EAN มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงบรัสเซลประเทศเบลเยี่ยม • ระบบ UPC (Universal Product Code) เริ่มใช้เมื่อปี พ.ศ. 2515 ซึ่งกำหนดมาตรฐานโดย Uniform Code Council.Inc ใช้แพร่หลายในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา สำหรับบาร์โค้ดในประเทศไทยเริ่มนำมาใช้อย่างจริงจัง โดยมีสถาบันสัญลักษณ์รหัสแท่งไทย (Thai Article Numbering Council) หรือ TANC เป็นองค์กรตัวแทน EAN ภายใต้การดูแลของสภาอุตสาหกรรมกรรมแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ ระบบ EAN ที่ประเทศไทยใช้นั้นจะมีลักษณะเป็นเลขชุด 13 หลัก ซึ่งมีความหมายดังนี้ 885 : ตัวเลข 3 หลักแรก คือรหัสของประเทศไทย xxxx : ตัวเลข 4 ตัวถัดมา เป็นรหัสโรงงานที่ผลิต หรือรหัสสมาชิก xxxxx : 5 ตัวถัดมา เป็นรหัสสินค้า x : ตัวเลขหลักสุดท้ายเป็นตัวเลขตรวจสอบเลข 12 ข้างหน้าว่ากำหนดถูกต้องหรือไม่ ถ้าตัวสุดท้ายผิด บาร์โค้ดตัวนั้นจะอ่านไม่ออกสื่อความหมายไม่ได้ และนี่เป็นเรื่องราวคร่าวๆ ของบาร์โค้ด ประวัติการประดิษฐ์บาร์โค้ดที่นำมาฝากกัน เนื่องในวันครบรอบ 57 ปี บาร์โค้ด

สไปรูไลนา …เกลียวทอง …ชื่อนี้มีที่มา

สไปรูไลนา …เกลียวทอง …ชื่อนี้มีที่มา
สาหร่ายเกลียวทอง หรือ สไปรูไลนา จัดเป็น ไซยาโนแบคทีเรีย ในสกุล สไปรูไลนา (Spirulina) คำว่า “สไปรูไลนา” นั้นมาจากคำว่า Spiral ซึ่งหมายถึงมีลักษณะเป็นเกลียว ซึ่งตรงกับรูปร่างของสาหร่ายชนิดนี้ ที่มีลักษณะเป็นสายเกลียว มีสีเขียวแกมน้ำเงิน ขนาดเล็กมากจนตาเปล่ามองไม่เห็น ต้องส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ หากอาศัยในบ่อหรือสระขนาดใหญ่และอยู่ติดกัน จะเห็นเป็นแพรสีเขียว (ที่เห็นเป็นแพรสีเขียวได้เพราะมีจำนวนมากเป็นล้านล้านเซลล์) ชอบอาศัยอยู่ในน้ำกร่อย โดยเฉพาะน้ำที่มีสภาพเป็นด่าง โดยเกลียวของสาหร่ายจะเปลี่ยนไปตามอุณหภูมิ ค่า pH (ค่าความเป็นกรด-ด่าง) และสารอาหารที่ได้รับ
ไซยาโนแบคทีเรีย (Cyanobacteria) เป็นจุลินทรีย์กลุ่มหนึ่งที่สามารถสังเคราะห์แสงได้ มีคลอโรฟิลล์อยู่ภายในเซลล์ เดิมเข้าใจว่าเป็นพืชน้ำ แต่เมื่อศึกษาในระดับเซลล์แล้วมีลักษณะบางประการคล้ายพืช แต่ลักษณะส่วนใหญ่คล้ายคลึงกับแบคทีเรียมากกว่า จึงจัดจำพวกไว้ในกลุ่มแบคทีเรียคือ ไซยาโนแบคทีเรีย ซึ่งมีอยู่หลายชนิดด้วยกัน แบคทีเรียในกลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญในการสร้างสมดุลให้กับธรรมชาติ เนื่องจากในการสังเคราะห์แสงปล่อยออกซิเจนออกมาให้กับระบบนิเวศ จากการขุดค้นซากฟอสซิลไซยาโนแบคทีเรียพบว่ามีอายุมากที่สุดราว 2.5 ล้านปี โดยทั่วไป พบแบคทีเรียชนิดนี้ในน้ำและในดิน บางสายพันธุ์สามารถเปลี่ยนไนโตรเจนไปเป็นสารประกอบไนโตรเจนตัวอื่นที่พืชสามารถนำไปใช้ในการเจริญเติบโตได้ คำว่า “สาหร่ายเกลียวทอง” ค่อนข้างจะคุ้นหูผู้คนพอประมาณ เพราะมีการประชาสัมพันธ์ผ่านทางสื่อต่างๆ มากมาย ทั้งโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร โดยเฉพาะเว็บบอร์ด ที่เซลล์ขายตรงมักเข้ามาโฆษณาผลิตภัณฑ์สาหร่ายเกลียวทอง...บางรายขนานนามเจ้าสาหร่ายเกลียวทองนี้ว่า เป็นยาวิเศษ บ้างก็ว่าเป็นยามหัศจรรย์ และชื่ออื่นๆ อีกสารพัด อย่างไรก็ตาม ทางคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไม่ได้จัดให้สาหร่ายเกลียวทองเป็นยา แต่จัดให้อยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหาร ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์สาหร่ายหลายแห่งที่ยึดถือจรรยาบรรณ และความถูกต้องของข้อมูล ก็มักชี้ให้ประชาชนหรือผู้บริโภคเห็นว่า สาหร่ายเกลียวทองไม่ได้เป็นยาที่สามารถรักษาโรคนั้นโรคนี้ให้ "หายขาด" หรือเป็นยาวิเศษครอบจักรวาล แต่เป็นอาหาร"เสริม" เติมเต็มสารอาหารส่วนขาดให้กับร่างกาย โดยมีประโยชน์ต่อร่างกายในระดับหนึ่งเป็นที่น่าพอใจ สาหร่ายชนิดนี้เพิ่งมีชื่อภาษาไทยว่า “เกลียวทอง” ประมาณ 10 ปีมานี้เอง โดยผู้ตั้งชื่อคือนางเจียมจิตต์ บุญสม ซึ่งในขณะนั้นรับราชการอยู่ที่สถาบันประมงน้ำจืดแห่งชาติ กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ปัจจุบัน เป็นผู้อำนวยการด้านการวิจัยในบริษัทเอกชน) ต่อมาจึงมีการใช้ชื่อนี้กันอย่างแพร่หลายในวงการวิจัยและวิชาการ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้อนุญาตให้บริษัทต่าง ๆ จดทะเบียนคำว่า "สาหร่ายเกลียวทอง" เป็นชื่อผลิตภัณฑ์อาหาร ต่อมา บริษัท เอกชนได้นำไปจดทะเบียนเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้าต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา
:: คุณค่าทางโภชนาการสูง ...คือแรงจูงใจในการเพาะเลี้ยง
ว่ากันตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์แล้ว สาหร่ายเกลียวทองได้ถูกนำมาใช้เป็นอาหารเลี้ยงประชากรมาตั้งแต่สมัยอดีตกาลมาแล้ว ถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของสาหร่ายชนิดนี้อยู่ในทวีปอเมริกากลาง บริเวณประเทศกัวเตมาลาและประเทศเม็กซิโก โดยชนเผ่าพื้นเมืองของเม็กซิโกพวกแอซเท็ค (Aztec) และชนเผ่ามายัน (Mayan) ของกัวเตมาลาใช้สาหร่ายเกลียวทองเป็นอาหารมาเป็นเวลามากกว่า 1,000 ปี ชนเผ่าต่างๆ ในอัฟริกาก็บริโภคสาหร่ายเกลียวทองตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพิ่งจะประมาณ 20 ปีที่ผ่านมานี้เองที่คนในแถบอื่นๆ เริ่มรู้จักสาหร่ายเกลียวทองในฐานะเป็นอาหารเสริมที่เป็นแหล่งของโปรตีนสูง สำหรับในเอเชีย ชาติที่นิยมรับประทานสาหร่ายก็หนีไม่พ้นชาวญี่ปุ่น และชาวญี่ปุ่นนี่เองที่เข้ามาตั้งโรงงานผลิตสาหร่ายเกลียวทองเป็นแห่งแรกในประเทศไทย คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข ได้ให้ข้อมูลว่าสาหร่ายเกลียวทองเป็นสาหร่ายที่มีโปรตีนสูงถึงร้อยละ 60-70 เมื่อเปรียบเทียบกับพืชชนิดอื่นๆ เช่น ถั่วเหลือง และยังพบว่าโปรตีนของสาหร่ายเกลียวทองมีปริมาณสูงกว่าเนื้อสัตว์ นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า ในสาหร่ายเกลียวทองมีวิตามินหลายชนิดเช่น วิตามินบี 1,2,3 และ 12 วิตามินซี วิตามินอี และเบตาแคโรทีน และยังประกอบไปด้วยกรดแกมมาลิโนเลนิก (GLA) แหล่งของโอเมกา 3 (Omega 3) ซึ่งกรดนี้จัดเป็นกรดไขมันที่มีความสำคัญต่อร่างกายมนุษย์ในการเป็นส่วนประกอบของโครงสร้างของเซลและปฏิกิริยาเคมีสำคัญในร่างกาย ด้วยคุณค่าทางโภชนาการที่มีอยู่มากกว่าสาหร่ายและพืชอื่นอีกหลายชนิดนี้เอง ทำให้วงการวิทยาศาสตร์ วงการเภสัชกรรม และวงการแพทย์ ให้ความสนใจในการนำสาหร่ายเกลียวทองมาเป็นแหล่งอาหารเสริมอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมโภชนาการเหล่านี้ จึงเป็นเหตุให้บริษัทต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศทำการเพาะเลี้ยงสาหร่ายเกลียวทองเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์สาหร่ายเกลียวทองทั้งในรูปของแคปซูล อัดเม็ด จำหน่ายในราคาแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับต้นทุนในการผลิตของแต่ละแห่ง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ยังไม่มีการรายงานใดๆ ยืนยันว่าสาหร่ายชนิดนี้มีโทษต่อร่างกายของผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม นักวิจัย นักวิชาการต่างก็ออกมาแนะนำรวมๆ ให้ผู้บริโภคเดินทางสายกลางไม่บริโภคเกินความพอดี เพราะการบริโภคอาหารอะไรก็ตามหากมากหรือน้อยไป มักมีโทษต่อร่างกายอยู่แล้ว
:: วิจัยสาหร่ายเกลียวทอง เพื่อใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน
ปัจจุบันมีหลายหน่วยงานในประเทศที่ได้ศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับสาหร่ายเกลียวทอง และพยายามคัดเลือกเอาส่วนดีของสาหร่ายชนิดนี้มาใช้ประโยชน์ ดร. อภิรดี หงส์ทอง และ ดร.กัลยาณี ไพฑูรรังสฤษฎ์ นักวิจัยของไบโอเทค จากหน่วยปฏิบัติการพัฒนาวิศวกรรมชีวเคมีและโรงงานต้นแบบ ที่ทำการวิจัยสาหร่ายเกลียวทอง สไปรูไลนา พลาเทนสิส (Spirulina platensis) กำลังใช้ความรู้ด้านชีววิทยาโมเลกุลศึกษาการผลิตสารมูลค่าสูงจากสาหร่าย ศึกษาแม้กระทั่งรูปร่างของสาหร่าย...ซึ่ง ณ สิ่งแวดล้อมหนึ่งสาหร่ายเกลียวทองมีรูปร่างโค้งเป็นเกลียว ในขณะที่อีกสิ่งแวดล้อมหนึ่งคลายเกลียวเป็นสายยาว ซึ่งรูปร่างที่ต่างกันนี้มีผลต่อการผลิตโปรตีนในปริมาณที่ต่างกันด้วย (ในบางสภาวะรูปร่างเกลียว และเป็นสายยาวปนกัน ทำให้ภาคอุตสาหกรรมเข้าใจผิดว่ามีการปนเปื้อนด้วย)

รูปร่างโค้งเป็นเกลียว รูปร่างเป็นสายยาว
นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาจีโนมของสาหร่ายเกลียวทองร่วมกับอีกหลายหน่วยงาน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อหาแนวทางในการเพิ่มศักยภาพของการสร้างสารเคมีมูลค่าสูง และเพื่อพัฒนากระบวนการสกัดสารเคมีจากสาหร่ายชนิดนี้ ซึ่งจะนำไปสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังเป็นต้นแบบในการศึกษาจีโนมในสิ่งมีชีวิตอื่นด้วย จากที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่า มนุษย์เรารู้จักใช้ประโยชน์จากสิ่งมีชีวิตรอบตัวมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล ซึ่งการใช้เทคโนโลยีนำสิ่งมีชีวิตและผลผลิตมาใช้ประโยชน์นี่เองคือเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งเทคโนโลยีชีวภาพด้านสาหร่าย เราเรียกว่า “Algal Biotechnology”

สัตว์ทดลองหน้าที่ที่ต้องแบกรับความเจ็บปวดแทนมนุษย์



สัตว์ทดลองกับวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบันมีความสนิทชิดเชื้อกันจนแทบจะแยกไม่ออก สัตว์ทดลองได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวงการวิทยาศาสตร์ ทำหน้าที่เป็นกองหน้าผู้บุกเบิกวิทยาการความรู้ใหม่ๆพร้อมนักวิทยาศาสตร์ ยอมสละชีพก่อนการทดลองต่างๆจนประสบความสำเร็จ นักวิทยาศาสตร์ยกให้สัตว์ทดลองเป็นอาจารย์ใหญ่ของตน ตามหลักฐานที่มีปรากฏพบว่าได้มีการนำหนูมาใช้ในการทดลองตั้งแต่ปีพ.ศ. 2164 โดย 2 นักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาเลียนคือ Theophilus Muller และ Johannes Faber ได้ทดลองโดยผ่าตัดหนูเพื่อทำการศึกษาถึงอวัยวะ ภายใน หลังจากนั้นได้มีการนำหนูมาใช้ในการทดลองบ่อยขึ้น เช่นการนำหนูมาเลี้ยงในห้องทดลอง เพื่อศึกษาอิทธิพลของการขาดอาหารและออกซิเจนต่อคุณภาพชีวิตของหนู หรือการนำไข่ของพยาธิตัวตืดมาให้หนูกิน หลังจากนั้นพบว่าหนูเป็นมะเร็งตับภายในเวลา 6 เดือน คุณประโยชน์ที่ได้จากการทดลองจากหนูเกิดขึ้นอย่างมากมายไม่ว่าจะเป็นศึกษาสาเหตุ และการรักษาโรคความดัน,การปลูกถ่ายอวัยวะ โรคเยื่อสมองอักเสบ โรคผิวหนัง โรคกระเพาะ โรคตับ และโรคไขกระดูก สำหรับในประเทศไทยจากบันทึกของนายแพทย์เมืองทอง แขมมณีที่จัดพิมพ์ในหนังสืออนุสรณ์คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี พ.ศ. 2514 ซึ่งเขียนเล่าไว้ว่า มีการใช้สัตว์ทดลองครั้งแรกที่โรงพยาบาลศิริราช ในปี พ.ศ. 2432 แต่กว่าจะเริ่มมีการใช้อย่างจริงที่สถานเสาวภาเวลาก็ลุล่วงมาจนถึงปี พ.ศ.2460 นับได้ว่าเป็นประวัติศาสตร์ยุคบุกเบิกของงานสัตว์ทดลองในประเทศไทย จากหลักฐานดังกล่าวแสดงว่าสัตว์ทดลองเริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องกับงานทดลองของนักวิทยาศาสตร์ไทยมาเกือบ 120 ปีมาแล้ว แต่กระนั้นการตื่นตัวเกี่ยวกับสัตว์ทดลองในไทยเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจังเมื่อประมาณ 30 กว่าปีที่แล้วนี้เอง โดยในปี พ.ศ.2514 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ เรื่องศูนย์เลี้ยงสัตว์ทดลองระหว่าง 3 มหาวิทยาลัยขึ้นและมอบหมายให้ มหาวิทยาลัยมหิดลเป็นผู้ดำเนินการโดยใช้สถานที่ที่วิทยาเขตศาลายาเป็นที่ก่อตั้ง ศูนย์เลี้ยงสัตว์ทดลอง โดย มหาวิทยาลัยมหิดลได้ดำเนินการตามขั้นตอนจนได้รับความเห็นชอบจากคณะ กรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติให้จัดตั้งโครงการศูนย์สัตว์ทดลองในปีพ.ศ.2517 และได้รับความเห็นชอบจากทบวง มหาวิทยาลัย ให้เป็น สำนักสัตว์ทดลองแห่งชาติ ในปี พ.ศ. 2530 ซึ่งเป็นส่วนราชการที่อยู่ในสังกัดของมหาวิทยาลัยมหิดล
หน่วยงานนี้ถือว่าเป็นหน่วยงานหลักเกี่ยวกับสัตว์ทดลองของโดยมีหน้าที่ 1.ผลิตสัตว์ทดลองที่มีคุณภาพ ให้ เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาเกี่ยวกับการวิจัย การทดสอบ การผลิตชีววัสดุ และการสอน ด้านชีวการแพทย์ และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ 2.รับผิดชอบในมาตรฐานการ จัดการ ในการเลี้ยงและการปฏิบัติต่อสัตว์ทั้ง ในส่วนการเพาะขยายพันธุ์และการวิจัย ให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักจรรยาบรรณ สากลในการเลี้ยงและการใช้สัตว์ทดลองในส่วนภูมิภาคเองก็มีการจัดตั้งศูนย์สัตว์ทดลองเฉพาะที่ขึ้นเช่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น จะรับผิดชอบเพาะเลี้ยงและจัดหาสัตว์ทดลองที่มีคุณภาพให้แก่งานวิจัยในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในภาคเหนือ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในภาคใต้ ทำไมต้องเป็น หนูตะเภา จริงๆแล้วนิยามของสัตว์ทดลองไม่ได้จำกัดอยู่แค่กระต่ายหรือหนูตะเภาเท่านั้น แต่หมายรวมถึงสัตว์ทุกประเภทที่นำมาใช้ในการทดลอง ไม่ว่าจะเป็น ช้างม้า วัว ควาย หรือลิงซิมเปียนซี เหตุผลสำคัญที่หนูกลายเป็นสัตว์ทดลองอันดับต้นๆ เพราะหนูเป็นสัตว์ที่มีประสาทสัมผัสไว ในสมัยก่อนชาวเรือมักจะใช้หนูเป็นสัญญาณเตือนภัย เพราะหนูจะสละเรือก่อนเรือล่มเสมอ นอกจากนี้แล้วประสาทสัมผัสของหนูถือว่าไวกว่ามนุษย์หลายเท่านักก่อนจะเกิดแผ่นดินไหวหนูจะวิ่งกันพล่าน ความเหมือนของหนูกับมนุษย์อีกอย่างคือหนูมีจำนวนยีนส์พอๆ กับมนุษย์ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าวิวัฒนาการของมนุษย์กับหนูแยกกันเมื่อประมาณ 80 ล้านปี ก่อนหน้านี้ นักวิทยาศาสตร์รวมทั้งนักเรียนนักศึกษาถือกันว่าสัตว์ทดลองเป็นอาจารย์ใหญ่หากไม่มีพวกเขาเหล่านั้นวิทยาการของมนุษย์อาจจะล้าหลังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควรก็เป็นได้ เพราะการนำยา หรือนำเทคโนโลยีต่างๆมาใช้กับมนุษย์โดยตรงออกจะดูเป็นการสุ่มเสี่ยงถึงผลกระทบที่อาจจะตามมา เมื่อมีการนำสัตว์มาทดลองมากขึ้นคำถามของสังคมที่ตามมาคือการกระทำเหล่านี้เป็นการทรมานสัตว์หรือไม่เพราะเมื่อนำสัตว์มาทดลองแล้วเกิดผลกระทบโรคร้ายเหล่านั้นย่อมเกิดแก่สัตว์ทดลองโดยตรง เป็นชีวิตที่โดนบังคับให้สละด้วยความไม่เต็มใจ เมื่อจะก่อให้เกิดประโยชน์ในสังคมมากมายเพียงใดก็ตาม ในแง่ของทางพุทธศาสนาการกระทำที่ทำให้ชีวิตของสัตว์อื่นล่วงไปก็ย่อมเป็นบาปข้อปาณาติบาต นักวิทยาศาสตร์หรือผู้ทดลองเองก็ตระหนักเห็นถึงโทษภัยในข้อนี้อยู่ดังนั้นจึงพยายามใช้สัตว์ทดลองเท่าที่จำเป็น ความเคลื่อนไหวเรื่องสัตว์ทดลองในต่างประเทศถูกหยิบยกมาประเด็นมาช้านานในปี พ.ศ. 2419 ประเทศอังกฤษ เป็นประเทศแรกที่ออกกฎหมายเกี่ยวกับการทารุณกรรมสัตว์ และได้มีปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวในปี พ.ศ.2529 ประเทศอังกฤษถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีการควบคุมการนำสัตว์มาใช้ทดลองเข็มงวดมากที่สุดประเทศหนึ่ง ในปี 2528 ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สภาองค์กรระหว่างว่าด้วยวิทยาศาสตร์การแพทย์ (Council for International Organization of Medical Science หรือ CIOMS)ได้จัดให้มีการประชุมระหว่างผู้ใช้สัตว์ทดลอง และกลุ่มผู้คัดค้านทั่วโลก ในการประชุมคราวนั้นได้ผลสรุปเป็นแนวทางในการปฏิบัติในการใช้สัตว์เพื่อในการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งมีหลายประเทศได้นำไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติจนกลายเป็นรูปธรรม เช่น สหรัฐอเมิรกา ออสเตรเลีย แคนาดา ส่วนในประเทศไทย มีการผลักดันให้มีพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการใช้สัตว์ทดลองมาระยะหนึ่งแต่ยังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร ในปัจจุบันมีเพียงจรรยาบรรณในการใช้สัตว์ทดลองของสภาวิจัยสภาวิจัยแห่งชาติซึ่งถือว่าเป็นสภาบันหลักเกี่ยวกับงานวิจัยของไทยเท่านั้นที่ออกมาเพื่อวางแนวทางของการใช้สัตว์ทดลองมาใช้งานอย่างเหมาะสม ซึ่งพอจะสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้ (อ้างจากจรรยาบรรณการใช้สัตว์ สภาวิจัยแห่งชาติ)
จรรยาบรรณการใช้สัตว์ 1 ผู้ใช้สัตว์ต้องตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตสัตว์ ผู้ใช้สัตว์ต้องใช้สัตว์เฉพาะกรณีที่ได้พิจารณาถี่ถ้วนแล้วว่าเป็นประโยชน์และจำเป็นสูงสุดต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์และสัตว์ และ/หรือความกล่าวหน้าทางวิชาการและได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าไม่มีวิธีการอื่นที่เหมาะสมกว่า 2 ผู้ใช้สัตว์ต้องตระหนักถึงความแม่นยำของผลงานโดยใช้สัตว์จำนวนน้อยที่สุด ผู้ใช้สัตว์จะต้องคำนึงถึงคุณสมบัติทางพันธุกรรมของสัตว์ที่นำมาใช้ ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการใช้สัตว์ เพื่อให้เกิดจำนวนการใช้สัตว์น้อยที่สุด และได้รับผลงานที่ถูกต้องแม่นยำที่สุด 3 การใช้สัตว์ป่าต้องไม่ขัดต่อกฎหมายและนโยบายการอนุรักษ์สัตว์ป่า การนำสัตว์ป่ามาใช้ ควรกระทำเฉพาะกรณีที่มีความจำเป็นต่อการศึกษาวิจัย โดยไม่สามารถใช้สัตว์อื่นทดแทนได้ และการใช้สัตว์ป่านั้นจะต้องไม่ขัดต่อกฎหมายและนโยบายการอนุรักษ์สัตว์ป่า 4 ผู้ใช้สัตว์ต้องตระหนักว่าสัตว์เป็นสิ่งมีชีวิตเช่นเดียวกับมนุษย์ ผู้ใช้สัตว์ต้องตระหนักว่า สัตว์มีความเจ็บปวดและมีความตอบสนองต่อสภาพแวดล้อม เช่นเดียวกับมนุษย์ จึงต้องปฏิบัติต่อสัตว์ด้วยความระมัดระวังทุกขั้นตอน นับตั้งแต่การขนส่ง การใช้วัสดุอุปกรณ์ในการเลี้ยงสัตว์ การจัดการสภาพแวดล้อมของสถานที่เลี้ยง เทคนิคในการเลี้ยง และการปฏิบัติต่อสัตว์ โดยไม่ให้สัตว์ได้รับความเจ็บปวดความเครียดหรือความทุกทรมาน 5 ผู้ใช้สัตว์ต้องบันทึกข้อมูลการปฏิบัติต่อสัตว์ไว้เป็นหลักฐานอย่างครบถ้วน ผู้ใช้สัตว์ต้องปฏิบัติต่อสัตว์ตรงตามวิธีการที่เสนอไว้ในโครงการ และต้องจดบันทึกไว้เป็นหลักฐานอย่างละเอียด ครบถ้วนพร้อมจะเปิดเผยชี้แจงได้ทุกโอกาส ถือเป็นหลัก 5 ข้อสำคัญที่นักวิจัยต้องคำนึงถึงเสมอเมื่อมีการนำสัตว์มาใช้ทดลอง แม้จรรยาบรรณดังกล่าวจะเป็นเพียงแนวทางในการปฏิบัติไม่มีสภาพบังคับอย่างกฎหมายทั่วไปแต่หากได้รับความร่วมมือร่วมใจจากนักวิจัยดีแล้วเชื่อแน่ว่าย่อมเกิดผลดีต้องการนำสัตว์มาใช้ทดลอง แน่นอนว่ายังไงสัตว์ทดลองยังคงมีความจำเป็นในวงการวิทยาศาสตร์ นอกจากจะสามารถหาวิธีการทดแทนมาใช้โดยไม่ต้องนำสัตว์เข้ามาเกี่ยวข้องกับการทดลอง และน่ายินดีที่ไม่นานมานี้มีข่าวปรากฎออกมาว่า Jonathan Dordick แห่งสถาบัน Rensselaer Polytechnicได้คิดค้น ชิพสี่เหลี่ยมเล็กๆ นำมาใช้ทดลองแทนการใช้สัตว์ทดลอง โดยในชิพดังกล่าวจะบรรจุเซลล์และเอนไซม์ของมนุษย์ลงไป แม้ชิพตัวนี้ยังใช้การได้ไม่ดีนักแต่ก็นับเป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับการผลิตวิทยาการเพื่อนำมาใช้ทดลองแทนการนำสัตว์มาใช้ทดลองโดยตรง สัตว์ทดลองอาจจะเป็นเพียงชีวิตเล็กๆซึ่งถูกหลงลืม บางชนิดถูกจัดให้เป็นสัตว์น่ารังเกียจ แต่สิ่งที่ได้จากการนำสัตว์มาทดลองกลับมีค่ามหาศาล ช่วยให้มนุษย์สามารถพัฒนาวิทยาการต่างๆ ช่วยให้มนุษย์รอดพ้นจากโรคร้าย คงไม่ผิดนักถ้าจะกล่าวว่าความสำเร็จเหล่านั้นเป็นความสำเร็จที่ได้มาโดยการโยนความเจ็บปวดเข้าใส่สัตว์ทดลองดังนั้นน่าจะถึงเวลาแล้วสำหรับการมองว่าชีวิตของสัตว์ทดลองเป็นชีวิตที่ต้องแบกรับความเจ็บปวดแทนมนุษย์


สร้างปลาม้าลายเรืองแสงเพื่อประโยชน์อะไร?

สร้างปลาม้าลายเรืองแสงได้อย่างไร? ปลาม้าลายเรืองแสงเกิดการใช้เทคนิคพันธุวิศวกรรม (genetic engineering) นำยีน (หรือสายของดีเอ็นเอสายหนึ่ง) ที่ได้จากแมงกะพรุนหรือดอกไม้ทะเลชนิดพิเศษ ซึ่งควบคุมการสร้างโปรตีนที่เรืองแสงได้เองตามธรรมชาติในตัวสิ่งมีชีวิตนั้นๆ หากได้รับการกระตุ้นด้วยช่วงความยาวคลื่นแสงที่เหมาะสม ไปใส่ไว้ในสายของดีเอ็นเอที่ทำหน้าที่ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมของปลาม้าลาย จึงทำให้ปลาม้าลายซึ่งปกติมีลักษณะใสและไม่เรืองแสง เปลี่ยนแปลงลักษณะกลายไปเป็นปลาม้าลายที่เรืองแสงได้ เช่นเดียวกับแมงกะพรุนหรือดอกไม้ทะเลที่เป็นเจ้าของดีเอ็นเอนั้นๆ
เมื่อฉีดดีเอ็นเอควบคุมการสร้างโปรตีนเรืองแสงเข้าในเซลล์ไข่ของปลาม้าลาย และคัดเลือกด้วยวิธีการที่เหมาะสม ตัวอ่อนส่วนหนึ่งจะพัฒนาจนเป็นปลาม้าลายเรืองแสง (ขวาสุด) ซึ่งแตกต่างจากปลาม้าลายทั่วไป (ซ้ายสุด) โปรตีนเรืองแสงสีเขียวในแมงกะพรุน และโปรตีนเรืองแสงสีแดงในดอกไม้ทะเล เป็นแหล่งกำเนิดของแสงสีต่างๆ ในปลาม้าลายเรืองแสงที่สร้างขึ้น การเรืองแสงของปลาม้าลายเกิดขึ้นได้อย่างไร? และ ทำไมจึงเรืองได้หลากหลายสี? การเรืองแสงเกิดจากการยีนหรือดีเอ็นเอที่ใส่เข้าไปในปลาม้าลายนั้นสร้างโปรตีนชนิดหนึ่งขึ้น โปรตีนดังกล่าวเมื่อได้รับการกระตุ้นด้วยแสงในช่วงความยาวคลื่นที่เหมาะสม จะปล่อยแสงอีกช่วงคลื่นหนึ่งออกมา เช่น เมื่อได้รับแสง UV แล้วจะปล่อยแสงสีเขียวออกมา เป็นต้น ดังนั้น เราจึงสามารถทำให้ปลาม้าลายเรืองแสงได้ด้วยการฉายแสงที่มีความยาวคลื่นที่เหมาะสมไปที่ปลาเหล่านี้ สำหรับสีที่แตกต่างกันนั้น ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของโปรตีนดังกล่าวที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย โดยที่ความแตกต่างดังกล่าวเป็นกระบวนการที่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ในห้องทดลอง
สร้างปลาม้าลายเรืองแสงเพื่อประโยชน์อะไร? โครงสร้างจำเพาะของโปรตีนเรืองแสง
เป็นตัวกำหนดแสงสีต่างๆ ของปลาม้าลายเรืองแสงปลาม้าลายเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์นิยมใช้เป็นต้นแบบ (model) ในการศึกษาพัฒนาการของตัวอ่อนสัตว์มีกระดูกสันหลังและลักษณะต่างๆ ทางพันธุศาสตร์ สำหรับปลาม้าลายเรืองแสงนั้น สร้างขึ้นเป็นครั้งแรกโดยทีมนักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์นำโดย ดร. ซีหยวน กง (Dr. Zhiyuan Gong) โดยมีจุดมุ่ง-หมายเพื่อใช้ปลาม้าลายเรืองแสงเหล่านี้เป็นตัวชี้วัด (indicator) ปริมาณสารพิษ (toxin) หรือสภาพความเป็นพิษของแหล่งน้ำ โดยเป้าหมายในขั้นสุดท้ายที่ต้องการก็คือ ปลาม้าลายที่จะเรืองแสงก็ต่อเมื่อมีสารพิษปะปนอยู่ในแหล่งน้ำนั้น แต่เพื่อเป็นการพิสูจน์ความเป็นไปได้ของแนวคิด และทดสอบกระบวนการต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในการสร้างปลาม้าลายลักษณะพิเศษจำเพาะดังกล่าว จึงต้องมีการสร้างปลาม้าลายที่เรืองแสงตลอดเวลาขึ้นก่อน ซึ่งก็ทำให้ได้ปลาม้าลายเรืองแสงที่มีลักษณะสวยงาม และเป็นที่ต้องการของผู้เลี้ยงปลาสวยงาม นอกจากกลุ่มของนักวิจัยชาวสิงคโปร์แล้ว กลุ่มนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันก็ประสบความสำเร็จในการสร้าง ปลาม้าลายเรืองแสงสีเขียว (ในชื่อ TK-1) เช่นกัน และไต้หวันเป็นประเทศแรกที่อนุญาตให้มีการจำหน่ายปลาม้าลายเรืองแสงดังกล่าว ตั้งแต่ปี 2546 ปลาม้าลายเรืองแสงในตู้ปลา (ซ้าย) และเมื่อถ่ายภายใต้แสงธรรมชาติและแสง UV (กลางและขวา ตามลำดับ) ปลาม้าลายเรืองแสงเองเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่? มีการจำหน่ายปลาม้าลายเรืองแสงสีแดงในชื่อ โกลฟิช (GloFish) เป็นครั้งแรกในประเทศสหรัฐฯ ในเดือนมกราคม 2547 โดยก่อนหน้านั้น มีการทดลองเพื่อตรวจสอบประเมินความเสี่ยงอย่างเข้มงวดเป็นเวลานานกว่า 2 ปี จนในที่สุด องค์การอาหารและยา (Food and Drug Administration, FDA) ของประเทศสหรัฐฯ ก็อนุญาตให้จำหน่ายได้ โดยระบุชัดเจนว่า “ไม่มีหลักฐานว่าปลาม้าลายดังกล่าวมีอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าปลาม้าลายทั่วไปแต่อย่างใด” สามารถดูข้อมูลได้ที่ http://www.fda.gov/bbs/topics/NEWS/2003/NEW00994.html จึงอาจนับได้ว่า ปลาม้าลายเรืองแสงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนตัวอย่างหนึ่ง ในการประยุกต์ใช้ประโยชน์อย่างหลากหลายแนวทางจากปลาดัดแปลงพันธุกรรม ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การปกป้องสิ่งแวดล้อม การใช้เป็นสัตว์เลี้ยงสวยงาม ตลอดไปจนถึงการใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ เพื่อดึงดูดให้เยาวชนหันมาสนใจเรื่องทางวิทยาศาสตร์มากยิ่งขึ้น

กินขมิ้นชันให้ตรงเวลา สามารถป้องกันโรคได้

“ขมิ้นชัน” เป็นสมุนไพรไทยพื้นบ้านที่คนทั่วไปรู้จักกันดี มีสรรพคุณทั้งทางด้านยาและใช้ในการประกอบอาหาร ปัจจุบันยังมีการศึกษาวิจัยว่าขมิ้นชันมีประโยชน์และมีคุณค่าต่อสุขภาพมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการช่วยทำให้แผลหายเร็วขึ้น หรือมีฤทธิ์ลดการอักเสบ ลดปฏิกิริยาภูมิแพ้ เพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนอง ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม มีหลายคนบ่นว่าเคยรับประทานแล้วแต่รู้สึกว่าไม่ได้ผล วันนี้จึงมีวิธีในการรับประทานขมิ้นชันให้ได้ผลดีมาฝากกัน โดยต้องรับประทานตามเวลาต่อไปนี้ เวลา 03.00-05.00 น. การรับประทานขมิ้นชันในช่วงเวลานี้จะช่วยบำรุงปอด ป้องกันการเป็นมะเร็งปอด ทำให้ปอดแข็งแรง และช่วยเรื่องภูมิแพ้ของจมูกที่หายใจไม่สะดวก และยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ผิวหนัง เวลา 05.00-07.00 น. จะช่วยแก้ปัญหาลำไส้ใหญ่ ซึ่งถ้าหากคุณเคยรับประทานยาถ่ายมาเป็นเวลานาน ให้รับประทานขมิ้นชันเวลานี้ เพราะขมิ้นชันจะฟื้นฟูปลายประสาทของลำไส้ใหญ่ แต่ต้องรับประทานเป็นประจำจึงจะทำให้ลำไส้ใหญ่บีบรัดตัวเพื่อช่วยให้ขับถ่าย ได้เป็นปกติ นอกจากนี้ขมิ้นชันยังช่วยแก้ปัญหาลำไส้ใหญ่กลืนลำไส้เล็ก และปัญหาลำไส้ใหญ่ขับถ่ายน้อยหรือมากจนเกินไปได้เช่นกัน แต่ถ้าหากลำไส้ใหญ่ไม่มีปัญหา ให้รับประทานขมิ้นชันพร้อมกับสูตรโยเกิร์ต นมสด น้ำผึ้ง มะนาวหรือน้ำอุ่นก็ได้ เพื่อช่วยล้างผนังลำไส้ที่มีหนวดเป็นขนเล็กๆ จำนวนกว่าล้านเส้น ซึ่งขมิ้นชันจะช่วยล้างบริเวณขนนี้ให้สะอาดโดยไม่ให้มีขยะตกค้างอยู่ที่ขน และเมื่อขนสะอาดจะทำให้ไม่เกิดแก๊สพิษที่ทำให้เกิดกลิ่นตัว ป้องกันการเกิดโรคริดสีดวงทวารและโรคมะเร็งลำไส้ได้เช่นกัน เวลา 07.00-09.00 น. ช่วยแก้ปัญหาเรื่องกระเพาะอาหารที่เกิดจากการรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา และยังลดอาการท้องอืด จุกแน่น ปวดเข่า ขาตึง ช่วยบำรุงสมองและป้องกันความจำเสื่อมได้ เวลา 09.00-11.00 น. ช่วยแก้ปัญหาเรื่องน้ำเหลืองเสีย มีแผลที่ปาก อ้วนเกินไป และผอมเกินไปซึ่งเกี่ยวข้องกับม้าม นอกจากนี้ยังลดอาการของโรคเกาต์ ลดอาการเบาหวาน เวลา 11.00-13.00 น. สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจ จะช่วยบำรุงหัวใจให้แข็งแรง แต่ถ้าหากรับประทานขมิ้นชันเลยเวลา 11.00 น. ไปแล้ว ขมิ้นชันจะไปทำงานที่ตับแล้วตับจะส่งมาที่ปอด ปอดจะส่งไปยังผิวหนัง (แต่ส่วนมากมักไปไม่ถึงเพราะกินขมิ้นชันน้อยเกินไป อวัยวะส่วนอื่นจะดึงไปใช้งานก่อนเลยมาไม่ถึงผิวหนัง) จึงต้องลงขมิ้นชันทางผิวหนังช่วยอีกทางหนึ่ง เวลา 15.00-17.00 น. ช่วยดูแลหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง แก้ปัญหาเรื่องตกขาวของสตรี และควรรับประทานน้ำกระชายเวลานี้ จะช่วยดูแลหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง ช่วงเวลานี้ควรทำให้เหงื่อออกจะดีมาก เพราะร่างกายต้องการขับสารพิษให้ได้มากที่สุดในเวลานี้ ที่สำคัญถ้ารับประทานขมิ้นชันเลยจากช่วงเวลานี้ไปจนถึงเวลานอน จะช่วยทำให้ความจำดีขึ้น และเมื่อตื่นนอนตอนเช้าก็จะไม่ค่อยอ่อนเพลียช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้นขั้นตอนในการทำขมิ้นชันบดเป็นผงเพื่อใช้รับประทาน มีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก 1. นำขมิ้นมาต้มน้ำให้เดือดสักพักหนึ่ง 2. จากนั้นตักขมิ้นชันที่ต้มไว้ออกมาผึ่งให้เย็น แล้วนำมาหั่นเป็นแว่นเล็กๆ 3. จากนั้นนำมาตากแดดหลายๆ ครั้งจนแห้งสนิท แล้วจึงนำมาบดให้ละเอียด (ถ้าใช้เครื่องอบให้ขมิ้นแห้ง ความร้อนไม่ควรเกิน 65 องศา) เพราะถ้าความร้อนเกินอาจเกิดสารสเตียรอยด์ได้ ที่ต้องย้ำคือ ควรรับประทานขมิ้นชันให้ตรงเวลาที่ได้กล่าวมาข้างต้น เพราะจะทำให้อวัยะทุกส่วนในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและช่วยให้ผู้ที่ต้องการจะบำรุงหรือแก้ไขฟื้นฟูอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น

น้ำมันพืช… อันตรายระดับชาติ

คนไทยตาสว่างเสียที… เลิกเสียเงินซื้อยาฝรั่ง ต้นเหตุเพียงแค่น้ำมันพืชเคลือบระบบดูดซึม อดีตเมื่อก่อน 30 ปีที่แล้ว คนไทยใช้น้ำมันมะพร้าว และ น้ำมันหมูทำกับข้าว จู่ๆ โฆษณาฝรั่ง มากล่าวโทษวิถีไทยเดิมๆ อ้างว่าน้ำมันมะพร้าว และ น้ำมันหมูทำให้คลอเลสเตอรอลสูง เพราะจับตัวเป็นไข วิธีแก้คือ การใช้น้ำมันพืช ปัจจุบัน ผู้คนส่วนใหญ่เปลี่ยนมาใช้น้ำมันพืช เพราะความเชื่อที่ถูกฝรั่งฝังหัวมา แต่ปรากฏว่า อัตราการเป็นโรคต่างๆ มากขึ้น … ไขมันในเลือดสูง, โรคหัวใจ, โรคไต, ภูมิแพ้…เป็นต้น วงการสุขภาพของตะวันตก เพิ่งจะมาตาสว่างเมื่อค้นพบโทษของน้ำมันพืช สหรัฐฯได้ออกมาตรการลด ละ เลิก ใช้ น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี (transfat oil) ในหลายๆ รัฐ ท่านสามารถอ่านข่าวเหล่านี้ได้ เช่น อาร์โนลด์ ชวาชเนกเกอร์ ผู่ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย กับการแบนการใช้น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี โดยกล่าวว่า “การใช้น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี ทำให้เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ…” http://gov.ca.gov/press-release/10291/ รัฐเท็กซัส…พระราชบัญญัติ ขจัดน้ำมันพืชแปรรูปให้หมดจากร้านอาหาร ภายใน สิงหาคม 2553 http://dallas.bizjournals.com/dallas/stories/2009/05/04/daily72.html KFC เริ่มเห็นโทษของน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี ออกเมนูไร้น้ำมันพืช Transfat http://abcnews.go.com/Health/OnCall/story?id=2615217 McDonald ประกาศเริ่มใช้น้ำมันชนิดอื่น แทนน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีเมื่อปี 2007 เริ่มต้นที่ 1,200 สาขา http://www.msnbc.msn.com/id/16873869/ Dunkin Donut ประกาศเลิกใช้น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีตั้งแต่ปี 255! 0 https://www.dunkindonuts.com/aboutus/press/PressRelease.aspx?viewtype=current&id=100102 เว๊บไซท์ ต่อต้าน transfat http://www.bantransfats.com/ โรคที่มากับน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี…ระบบเผาผลาญอาหารเสื่อม, เบาหวาน, ธัยรอยด์, เสื่อสมรรถภาพทางเพศ, โรคหัวใจ, โรคอ้วน! , โรคไต http://transfatdisease.com/why.html อาหารที่พบอยู่ทั่วไป มีน้ำมันพืชเสมอ… ก๋วยเตี๋ยว, ผัดไท, หอยทอด, ราดหน้า, ผัดผักทุกชนิด, ไก่ทอด, ปาท่องโก๋, ข้าวผัด ขนมอบ เบเกอรี่… สรุปรวมว่าอาหารทุกชนิดที่ใช้กะทะ (ผัด ทอด) ใช้น้ำมันพืชทั้งนั้น น้ำมันพืชเกือบทุกชนิด ใช้น้ำมันปาล์มเป็นวัตถุดิบ ซึ่งราคาถูก แต่ขวางระบบดูดซึม น้ำซึมผ่านไม่ได้ หากใช้วัสดุอื่นตามที่โฆษณาจริง เหตุใดจึงยังขายได้ในราคาถูกเช่นนั้น อย่าให้คำว่า ‘ไม่เป็นไข’ มาหลอกท่านได้อีก น้ำมันพืชเมื่ออยู่ในอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 25 องศา จะดูสวยงาม ไม่เป็นไข ผิด! กับน้ำมันหมูที่เมื่อยู่ในอุณหภูมิต่ำ จะเป็นไข แต่เมื่อน้ำมันพืชเข้าไปอยู่ในร่างกาย อุณหภูมิ 37 องศา จะกลายเป็นกาวเหนียว เกาะติดลำไส้ตั้งแต่ลำคอลงมาถึงลำไส้ใหญ่ ไม่สามารถล้างออกได้ด้วยพืชผักที่เราทานเข้าไป และไม่สามารถล้างออกได้ด้วยน้ำชาธรรมดา แต่น้ำมันจากสัตว์และน้ำมันมะพร้าว เมื่ออยู่ในอุณหภูมิร่างกาย จะไม่มีทางเป็นไขและจะละลายกับน้ำได้ สารอาหารต่างๆ ยังซึมเข้าร่างกายได้ หากท่านลองนำน้ำมันพืช ใส่ภาชนะแล้วไปตั้งทิ้งไว้กลางแดดสัก 10 นาทีอุณภูมิจะประมาณ 30 กว่าองศา ใกล้เคียงร่างกายมนุษย์ ท่านเช็ดน้ำมันพืชออกได้ยากมาก เหมือนกับที่เขม่ากาวติดกะทะ เครื่องครัว เขม่ากาวเหนียวนั่นคือผลของน้ำมันพืชโดนความร้อน จำเป็นต้องใช้กรดมาล้างเท่านั้น แต่หากท่านลองใช้น้ำมันหมูหรือน้ำมันมะพร้าว ใส่ภาชนะแล้วตากแดด จะพบว่าล้างออกได้โดยง่าย เมื่อน้ำมันพืชเคลือบระบบดูดซึมท่านทั้งหมด น้ำก็จะไม่เข้าร่างกายท่าน เมื่อท่านทานน้ำ น้ำก็จะถูกพาไต พาไปที่กระเพาะปัสสาวะโดยเร็ว เสมือนกับท่านทานน้ำ 100% น้ำไม่ได้! ถูกดูดซึมเข้าไปใช้ในอวัยวะต่างๆ เลย กลับเป็นภาระให้ไตนำไปทิ้ง 100% นี่คือเหตุผลว่าทำไมท่านทานน้ำแล้วฉี่บ่อย เป็นโรคไต และ โรคกระเพาะปัสสาวะตามมา เมื่อน้ำซึมเข้าตัวไม่ได้ วิตามินที่มากับน้ำ เช่น วิตามินบี และ ซี ก็จะไม่เข้าร่างกายท่าน ขาดวิตามินบี ทำให้สมองมีปัญหา เฉื่อยชา ความจำสั้น หากหญิงกำลังตั้งครรค์ มีโอกาสทำให้ลูกคลอดมาเป็นออทิสติค ขาดวิตามินซี ทำให้ภูมิคุ้นกันมีปัญหาเป็น ภูมิแพ้ หวัด ไวรัส เมื่อภูมิคุ้มกันมีปัญหา ท่านก็จะติดโรคอื่นๆ ได้ง่ายมาก จบลงด้วยการเสียเงินซื้อยาฝรั่ง เงินทองไหลออกนอกประเทศ เพราะเพียงแค่ท่านหลงเชื่อว่าน้ำมันพืชสมัยใหม่ไม่เป็นอันตรายน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีจำเป็นต้องผ่านกระบวนการ - ฟอกสี (bleached) เพื่อให้สีดูสวย สดใส - แต่งกลิ่น (deodorized) เพื่อให้ไม่มีกลิ่นหืน มีกลิ่นตามที่ต้องการ - ใส่ไฮโดรเจน (hydrogenated) เพื่อทำให้ทอดอาหารอร่อย กระบวนการเหล่านี้ ทำให้สารเคมีเปลี่ยน เมื่อทานเข้าไปแล้ว เป็นพิษต่อร่างกายโดยตรง เมื่อใดที่เห็นข้างกล่องผลิตภัณฑ์ว่า มีน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี ขอให้รู้ว่านั่นคือยาพิษ โยนทิ้งขยะทันที... …Trans fats do not exist in nature. They are laboratory-designed and have adverse health consequences. They interfere with the body’s production of beneficial fatty acids and promote heart disease. As trans fatty acids offer no benefits and only clear adverse metabolic consequences, when you see the words partially hydrogenated on the side of a box, consider it poisonous and throw it in the trash. (Ascherio, A., and W. C. Willett. 1997. Health effects of trans fatty acids. Am. J. Clin. Nutr. 66 (4 supp.): 1006S–10S.) http://www.diseaseproof.com/archives/hurtful-food-dunkin-donuts-kills-trans-fat.html ถึงเวลาล้างได้แล้ว ท่านจำเป็นต้องล้างน้ำมันพืชในร่างกาย ที่สะสมมาตั้งแต่เกิดเสียที ด้วยสูตรตามธรรมชาติ ที่ท่านสามารถพึ่งพาตัวเองได้ มี 2 สูตร ที่ได้รับการทดสอบจากประชาชนทั่วไปมากกว่า ห้าหมื่นคนและได้ผล สูตรที่เร็วที่สุดคือ น้ำชามะละกอ (ล้างอ! ย่างเดียว แต่เร็ว) วิธีทำ: มะละกอดิบ ที่ใช้ตำส้มตำ นำมาหั่นเป็นชิ้นเหมือนชิ้นฟัก ประมาณ 6-8 ชิ้นต่อน้ำ 2 ลิตร จะขาดจะเกิน ไม่ผิด (ถ้าใส่มากเกินไปจะทำให้บูดง่าย มะละกอดิบที่เหลือใส่ตู้เย็นเก็บไว้ใช้ได้ในครั้งต่อไป) และใบเตยหรือเก๊กฮวย อย่างใดอย่างนึง กะเอง ต้มในน้ำ จนเดือด พอเดือดได้ประมาณ 1 นาที ปิดไฟทันที อย่าต้มต่อ ให้เอามะละกอกับใบเตยทิ้ง (อย่าปล่อยให้มะละกอเดือดจนเละ) แล้วใส่ใบชา ลงไปแช่ประมาณ 4 นาที ห้ามแช่นานกว่า 4 นาทีเพราะสารแทนนินจะออกมา ทำให้ท้องผูก แล้วตักใบชาทิ้ง จะได้น้ำชามะละกอ ดื่มร้อนหรือเย็นได้ น้ำชาที่เหลือให้แช่ตู้เย็น เก็บไว้ได้ประมาณ 2 วัน เกินกว่านั้นจะบูด (ยางมะละกอล้างไขมัน, ใบเตยให้ความสดชื่น, ชาดับกลิ่นมะละกอ) สูตรนมสดโยเกิร์ตน้ำผึ้งมะนาว (ล้างและบำรุง ค่อยๆ ล้าง) นมสด โยเกร์ต น้ำผึ้ง มะนาว : ใช้โยเกิร์ตชนิดจืดครึ่งถ้วย ผสมนมสดชนิดจืด 1 กล่อง เติมน้ำผึ้ง 2 ช้อนชา และ บีบมะนาว 2 ลูก คนให้เข้ากันทิ้งไว้ 5-10 นาที แล้วค่อยดื่มคุณสมบัติ : ให้วิตามิน B บำรุงสมอง วิตามิน C เพิ่มภูมิต้านทาน, จุลินทรีย์ตัวดีช่วยย่อยน้ำมันพืช, นมสดให้แคลเซียม ขอให้ท่านมองดูคนป่วยรอบกายท่าน คนป่วยในสังคม แล้วถามตัวเองว่า - คนเหล่านั้น ทานน้ำมันพืชแล้วภูมิคุ้มกันมีปัญหาป่วย แต่ไปรักษาปลายเหตุ ใช่หรือไม่ ? - คนป่วยเหล่านี้มากพอหรือยัง เงินที่คนป่วยเหล่านี้ต้องจ่ายซื้อยา เงินนั้นอยู่ในประเทศหรือนอกประเทศ ? - เศรษฐกิจพอเพียงจะเกิดขึ้นได้อย่างไร หากคนไทยยังไม่ดูแลสุขภาพตนเอง ต้องพึ่งพายาฝรั่งไปเรื่อยๆ ? ท่านสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมใน search engine (google) ต่างๆ ด้วยตนเอง โดยพิมพ์ key word ต่อไปนี้ (พิมพ์ครั้งละ 1 คำ) Transfat, transfat bill, vegetable oil bad health, hydrogenated oil, ชามะละกอ, อันตรายน้ำมันพืช



กินอาหารป้องกัน “อัมพาต”

ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ เบาหวาน สูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดอัมพาตทั้งสิ้นแต่หากเข้าใจเรื่องอาหารเป็นยาแล้ว อาหารก็ป้องกันอัมพาตได้ทางหนึ่ง เมื่อจำเป็นต้องลดน้ำหนัก จำกัดพลังงาน ก็กินพวกข้าว (แป้ง) และขนมหวานให้น้อยลง ควรเลือกกินผลไม้ที่ไม่หวานแทน ลดไขมัน กินอาหารผัดให้น้อยลง และผัดโดยไม่ใช้น้ำมันมาก งดอาหารทอดชนิดอมน้ำมันมาก ใช้วิธีประกอบอาหารที่ไม่ต้องใช้น้ำมันบ้าง เช่น นึ่ง ย่าง อบ ยำ แกงเลียง แกงป่า แกงส้ม แกงเหลือง เป็นต้น งดแกงกะทิ งดขนมที่ปรุงด้วยกะทิข้น งดอาหารที่มีคอเลสเตอรอลมาก เช่น มันสมองหมู ไข่ปลา ไข่แดง (ไข่ไก่-ไข่เป็ด) ตับ ไต (เซี่ยงจี๊หมู) ปริมาณจำกัด เช่น กินโจ๊กใส่ตับ 2-3 ชิ้น ไม่ใส่ไข่ กินไข่ที่มีไข่แดง สัปดาห์ละไม่เกิน 3 ฟอง ส่วน ไข่ขาวกินได้ไม่จำกัด ใช้น้ำมันถั่งเหลืองผัดอาหาร ไม่ใช้ไฟแรง ใช้น้ำมันปาล์ม ทอดอาหารแบบไม่อมน้ำมัน เช่น ทอดปลาทู และปลาชนิดอื่น ทอดไข่ดาว หรือไข่เจียว ไม่ควรกินไข่ฟู เพราะอมน้ำมันมาก บริโภคเนื้อสัตว์แต่เพียงพอ โดยเลือกเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน กินข้าวที่ไม่ขัดจนขาว กินข้าวเหนียวดำ ถ้ากินขนมปัง เลือกชนิดสีคล้ำ กินน้ำตาลให้น้อยลง โดยงดน้ำหวาน น้ำอัดลม งดขนม น้ำชา กาแฟ โกโก้ โอวัลติน กินผักใบสีเขียวและสีส้ม เช่น ตำลึง ยอดแค ผักบุ้ง คะน้า กวางตุ้ง ปวยเล้ง เป็นต้น ผักสีแสดและสีแดง เช่น มะเขือเทศสุกแดง แครอต ฟักทอง พริกหยวก พริกยักษ์แดง ผลไม้สีแสด เช่น มะละกอสุก มะม่วงสุก (ได้ เบต้าแคโรทีน ใยอาหาร และวิตามินซี) กินฝรั่งบ่อยๆ จะมีสารเปคติน ซึ่งเป็นใยอาหารชนิดหนึ่งอยู่มาก อีกทั้งยังมีวิตามินซีมากมาย และยังหาง่าย อีกทั้งยังช่วยลดคอเลสเตอรอล ผักที่มีใยอาหารมาก ได้แก่มะเขือพวง สะเดา หัวปลี พริกขี้หนู เห็ดหูหนู ใบชะพลู พริกชี้ฟ้า กระเฉด กระเทียม กะเพรา แครอต โหระพา ใบกุยช่าย ชะอม ผักบุ้งไทย ถั่วฝักยาว แขนงกะหล่ำ ผลไม้ที่มีใยอาหารมาก ได้แก่ละมุด ฝรั่งเวียดนาม มะม่วงแรด(ดิบ) มะม่วงเขียวเสวย(ดิบ) มะม่วงแก้ว(ดิบ) กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม กล้วยไข่ ส้มเช้ง เงาะโรงเรียน ผักที่มีเบต้าแคโรทีนมาก ได้แก่ผักตำลึง ผักบุ้งจีน ใบกะเพรา กระถินยอดอ่อน ผักหวานบ้าน สะระแหน่ ใบโหระพา ใบแมงลัก ผักกวางตุ้ง ผลไม้ที่มีเบต้าแคโรทีนมาก ได้แก่ มะม่วงสามฤดู มะละกอสุก แตงโม กล้วยไข่ นี่แหละคุณค่าของการกินอาหารเป็นยา


“สาหร่ายขนนก” ต้านอนุมูลอิสระรักษาหลายโรค

เมื่อพูดถึง “สาหร่าย” หลายคนก็ต้องคิดถึงของกินเล่น เคี้ยวเพลิน กินได้ตลอด เพราะเป็นของดีมีประโยชน์ ชาวญี่ปุ่นและชาวจีนเป็นชาติแรกๆ ที่เห็นคุณค่าของสาหร่าย เราจึงเห็นอาหารญี่ปุ่นมีเมนูสาหร่ายจำนวนมากและในช่วงที่เกาหลีมาแรงแบบนี้ ไทยเราก็ฮิตติดกินสาหร่ายเกาหลีตามซีรีย์เกาหลีไปด้วย สาหร่ายเป็นแหล่งอุดมโปรตีนคล้ายเนื้อสัตว์มีอยู่ทั้งในน้ำจืด น้ำกร่อย น้ำเค็ม น้ำพุร้อน หิมะหรือที่ขึ้นตามต้นไม้ แต่สาหร่ายที่นำมาเป็นอาหาร ได้แก่ สาหร่ายทะเล และสาหร่ายน้ำจืด และรู้หรือไม่ในทะเลอันดามันของไทยมีสาหร่ายชนิดหนึ่งที่อุดมไปด้วยคุณค่า อาหารและสรรพคุณทางยา “สาหร่ายขนนก” เป็นชื่อที่ชาวใต้คุ้นเคยเป็นอย่างดี แต่กำลังจะกลายเป็นสาหร่ายที่คนไทยกำลังจะรู้จักทั่วประเทศในไม่ช้า รศ.มัณฑนา นวลเจริญ หัวหน้าโครงการวิจัยการเพาะเลี้ยงสาหร่ายขนนก มรภ.ภูเก็ต ให้ข้อมูลว่า มหาวิทยาลัยเห็นว่า ชาวบ้านบริโภคสาหร่ายชนิดนี้จำนวนมาก จึงร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทำการวิจัยสาหร่ายขนนกเพื่อหาสารพิษเฉียบ พลันแต่กลับพบว่านอกจากจะไม่มีสารพิษแล้ว คุณค่าทางอาหารสูง มีไขมันต่ำ 0.08% ไม่มีคอเรสเตอรอล มีโปรตีน 1.42% เกลือ 2.60%กากใย 0.30% และ ฟอสฟอรัส 39.61 มิลลิกรัม และประโยชน์ทางยาอีกมากมายเปรียบได้เป็นขุมทรัพย์จากทะเลดีๆ นี่เอง “สรรพคุณที่โดดเด่น คือ มีสารต้านอนุมูลอิสระป้องกันมะเร็ง มีวิตามินที่ร่างกายต้องการ เอ บี ซี ดี อี และ เค มีไอโอดีน แมกนีเซียมช่วยให้ระบบประสาท และกล้ามเนื้อทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แคลเซียมบำรุงกระดูก โปตัสเซียมควบคุมการทำงานของเซลล์ และสมดุลน้ำในร่างกาย แร่เหล็ก และทองแดงช่วยในการสร้างเม็ดเลือด สังกะสีช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน อีกทั้งมีกรดอะมิโนหลายชนิดที่พืชบกไม่มี มีฤทธิ์ในการรักษาโรคลำไส้อักเสบ รักษาโรคตับอักเสบเพราะช่วยในการสมานแผล เป็นอาหารที่เหมาะกับผู้ป่วยความดันโลหิตสูง เบาหวานและหัวใจ” หัวหน้าโครงการวิจัยระบุ รศ.มัณฑนา บอกด้วยว่า นอกจากคุณค่าทางยาแล้วการวิจัยต่อยอด ยังพบว่าสาหร่ายขนนกสามารถนำมาทำเวชสำอางได้ เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระ และวิตามินอี และดี ที่ส่งผลทำให้ผิวพรรณเต่งตึง ชุ่มชื้น ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการทดลองทำผลิตภัณฑ์เตรียมออกสู่ตลาด เช่น สบู่ สครับขัดผิว ครีมบำรุงผิว เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีขนมคุกกี้สาหร่าย น้ำสาหร่ายและไอศกรีมสาหร่ายด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อความต้องการของตลาดมีมากขึ้น แต่สาหร่ายขนนกในธรรมชาติยังมีจำนวนจำกัดอยู่ จึงมีโครงการเพาะเลี้ยงสาหร่ายขนนกขึ้นเพื่อให้ทันกับความต้องการ ว่าที่ ร.ต.อนุวัตร อธิบายถึงการเพาะเลี้ยงสาหร่ายขนนก ว่าสาหร่ายขนนกจะขึ้นตามธรรมชาติในท้องน้ำที่มีทราย น้ำไม่ลึก เช่น บริเวณริมคลองออกทะเล ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน ช่วงต้นหน้าฝน ตั้งแต่พฤษภาคม ถึงต้นหน้าหนาวจะไม่ค่อยมี เพราะน้ำจืดจะไหลลงละลายกับน้ำทะเล ทำให้สาหร่ายขนนกเกิดไม่ได้ และด้วยคาดว่าสาหร่ายขนนกอาจจะหมดจากทะเลไทยในไม่ช้า ชาวบ้านจึงเริ่มเพาะเลี้ยงเพื่อเป็นอาหารและเพื่อการค้ามากขึ้น “เราสามารถเพาะเลี้ยงสาหร่ายขนนกในตาข่ายกระชังเลี้ยงปลาและบ่อน้ำเค็มได้ ประมาณ 2-3 สัปดาห์ก็ถึงเวลาเก็บมาประกอบอาหารได้ การเพาะเลี้ยงสาหร่ายมีผลดีอย่างหนึ่งคือ เราสามารถควบคุมความสะอาดของน้ำ ความเค็มและอุณหภูมิที่เหมาะสมได้ ซึ่งรสที่ออกมาไม่ผิดจากธรรมชาติคือ ออกเค็ม ชุ่มคอ สีเขียวใส เมื่อเคี้ยวแล้วจะกรุบๆ ในปากกินกับน้ำยำอร่อยมาก”

"เตาไมโครเวฟ" อยู่ใกล้แค่ไหนถึงโดนรังสีทำร้าย



ไม่ควรยืนอยู่ใกล้เตาไมโครเวฟมากเกินไปหรืออยู่ใกล้เป็นเวลานาน ขณะที่เครื่องทำงาน เพื่อหลีกเลี่ยงรังสีที่แม้จะมีปริมาณไม่มากก็ตาม นิวยอร์กไทม์-เตาอบไมโครเวฟเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มี กันแทบทุกครัวเรือน เพราะความสะดวกรวดเร็ว ประหยัดเวลาในการทำอาหารได้มาก แต่รู้หรือไม่ว่าเตาไมโครเวฟที่ไม่ได้มาตรฐานอาจแผ่รังสีที่เป็นอันตรายออกมาได้ และเราอาจรับไปโดยไม่รู้ตัว ลองนึกภาพดูว่าเวลาที่เราใช้เตาอบไมโครเวฟ เรายืนอยู่ใกล้ตัวเครื่องมากแค่ไหน? หลายคนคงนึกในใจ ถ้าไม่ยืนอยู่ใกล้แล้วจะให้ใช้เครื่องได้ยังไงกันหนอ? แล้วควรจะอยู่ห่างสักแค่ไหนจึงจะปลอดภัยไร้กังวล? แม้เตาไมโครเวฟจะมีการแผ่รังสีออกมาโดยปกติอยู่แล้ว แต่ก็ควรอยู่ในระดับที่เหมาะสมและไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ อย่างเช่นที่ศูนย์เครื่องมือและรังสีวิทยาเพื่อสุขภาพ (Center for Devices and Radiological Health) องค์การอาหารและยา (Food and Drug Administration) สหรัฐฯ ได้กำหนดมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับเตาอบไมโครเวฟไว้ว่า ตลอดอายุการใช้งานของเตาอบไมโครเวฟทุกเครื่องจะมีรังสีรั่วไหลออกมาได้ไม่ เกิน 5 มิลลิวัตต์ต่อตารางเซนติเมตร หรือมีระยะห่างจากเตาอบไม่เกิน 2 นิ้ว ซึ่งปริมาณรังสีระดับนี้ยังต่ำกว่าระดับที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์อยู่มาก และเมื่อเปรียบเทียบกับโทรศัพท์มือถือที่มีการแผ่รังสีสูงสุดถึง 1.6 วัตต์ แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพ อีกทั้ง ทางศูนย์ดังกล่าวยังเรียกร้องให้บริษัทผู้ผลิตเตาอบไมโครเวฟหันมาใช้วัสดุ ที่ควบคุมหรือป้องกันการรั่วไหลของรังสีที่มีประสิทธิภาพ โดยฝาเตาอบต้องมีตาข่ายโลหะป้องกันคลื่นไมโครเวฟหลุดรอดออกมา และเตาอบจะต้องไม่มีการปล่อยหรือหยุดปล่อยคลื่นไมโครเวฟทันทีที่ฝาเตาอบไม่ได้ล็อค ซึ่งเหล่านี้จะช่วยควบคุมไม่ให้มีรังสีรั่วไหลออกมาได้ดี อย่างไรก็ดี เตาอบไมโครเวฟที่มีจำหน่ายอยู่ทั่วไปนั้นไม่มีอันตรายแต่อย่างใด หากแต่เวลาเลือกซื้อก็ควรตรวจสอบข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ให้ครบถ้วนเสียก่อนตัดสินใจซื้อ เมื่อซื้อมาแล้วก็ต้องปฏิบัติตามคู่มือการใช้อย่างเคร่งครัด และแม้รังสีที่รั่วไหลออกมาจะอยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตราย ก็ไม่ควรยืนอยู่ใกล้เตาอบเป็นเวลานานขณะเครื่องทำงาน เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุกรณีอื่นได้โดยไม่คาดคิด ที่สำคัญไม่ควรใช้เครื่องเมื่อฝาเตาปิดไม่สนิทหรือตัวเครื่องชำรุดเสียหายและควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญดำเนินการซ่อมต่อไป